Thursday, September 14, 2017

10 วิธีดับกลิ่นสีทาบ้าน พอกันทีกลิ่นเหม็นจนมึน !




         วิธีดับกลิ่นสีทาบ้าน ที่มีกลิ่นรุนแรงแถมยังเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ลองมาดูวิธีดับกลิ่นสีทาบ้านแล้วรีบบอกลากลิ่นเหม็นกันด่วน

          ใครที่ทาสีบ้านใหม่คงต้องปวดตัวกับปัญหากลิ่นสีติดบ้านแน่ ๆ  ซึ่งกลิ่นสีเหล่านี้อันตราย เพราะอาจทำให้เวียนหัว คลื่นไส้ หรือถึงขั้นอาเจียนได้ วันนี้กระปุกดอทคอมจึงมี วิธีดับกลิ่นสีทาบ้าน ด้วยวิธีธรรมชาติมาฝาก เอาไว้ใช้หลังจากเปิดหน้าต่างหรือเป่าพัดลมเพื่อระบายอากาศแล้วแต่ยังไม่ได้ผล ลองมาเก็บไอเดียกำจัดกลิ่นสีเหล่านี้กันดู รับรองว่าจะช่วยสยบกลิ่นแถมปลอดภัยต่อทุกคนในบ้านอีกด้วยค่ะ

1. หัวหอม

          รู้หรือไม่ว่าพืชกลิ่นฉุนชนิดนี้ช่วยกำจัดกลิ่นสีทาบ้านได้ เพียงแค่ผ่าหัวหอมออกเป็น 4 ส่วน หรือหากเป็นหอมแดงลูกเล็กก็ทุบแล้วใส่ภาชนะวางกระจายไว้ทั่วห้อง หัวหอมจะมีคุณสมบัติดูดกลิ่นที่ติดบ้านให้หายเกลี้ยง หรือจะใช้มะกรูดก็ให้ผลดีเช่นเดียวกันจ้า

2. กากกาแฟ

          กากกาแฟที่เหลือจากตอนเช้าอย่าเพิ่งทิ้ง เพียงนำใส่ถ้วยเล็ก ๆ แล้ววางไว้รอบ ๆ ห้อง กากกาแฟจะช่วยดูดกลิ่นฉุนของสีทาบ้านให้หมดไป เหลือไว้แต่กลิ่นหอม ๆ ของกาแฟที่ชวนให้สดชื่น

3. น้ำส้มสายชู

          อย่างที่รู้กันว่าน้ำส้มสายชูเป็นผู้ช่วยทีเด็ดในการกำจัดกลิ่นอยู่แล้ว ดังนั้นให้เทน้ำส้มสายชูกลั่นใส่ถ้วย แล้ววางไว้รอบห้อง กลิ่นสีทาบ้านที่เคยกวนใจก็จะจางหายลงไปได้

4. ถ่าน

          ถ่านก็เป็นผลิตภัณฑ์ทางธรรมชาติอีกชนิด ที่มีคุณสมบัติในการกำจัดกลิ่น เพียงแค่นำถ่านมาบดเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วใส่ภาชนะวางไว้ในห้อง 1 คืน ตื่นเช้ามากลิ่นก็เบาบางลง หรือหายจนหมดได้ไม่ยาก

5. กลิ่นวานิลลา หรือตะไคร้หอม

          กลิ่นที่กล่าวมานี้นอกจากจะช่วยผ่อนคลาย ยังสามารถกำจัดกลิ่นสีได้ด้วย วิธีการคือให้หยดน้ำมันหอมกลิ่นวานิลลา หรือตะไคร้หอม ลงบนสำลีแบบก้อนกลม แล้วใส่ลงในชามที่เติมน้ำสะอาดก่อนวางไว้ทั่วห้อง เพียงเท่านี้กลิ่นสีทาบ้านก็จะหายไป เหลือไว้แต่กลิ่นหอม ๆ ชวนให้อารมณ์ดี

6. เทียน

          จุดเทียนแล้วตั้งไว้ในห้องสัก 2-3 เล่ม เทียนจะช่วยกำจัดกลิ่นสีให้หายไปอย่างได้ผล โดยแนะนำให้ตั้งเทียนดังกล่าวไว้ในจานที่ใส่น้ำ เพื่อป้องกันอันตรายจากการไหม้ รวมถึงอย่าลืมป้องกันเด็กและสัตว์เลี้ยงไม่ให้เข้าไปใกล้ด้วยจ้า

7. มะนาว

          เชื่อว่าหลายบ้านต้องมีมะนาวติดตู้เย็นไว้แน่ ๆ เพียงแค่นำมะนาวประมาณ 10 ลูก มาฝานเป็นแผ่นบาง ๆ แล้วใส่ภาชนะแล้วตั้งทิ้งไว้ให้ทั่วห้องสัก 2-3 วัน เพียงเท่านี้กลิ่นสีทาบ้านก็จะจางลงอย่างรวดเร็ว เพราะมะนาวไปช่วยดูดกลิ่นฉุน และคืนสภาพห้องให้เหมือนเดิมนั่นเอง

8. เบกกิ้งโซดา

          นี่คืออีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่เป็นมือฉมังในการกำจัดกลิ่น โดยเทเบกกิ้งโซดาใส่ถ้วยแล้ววางไว้ทั่วห้อง หรือหากบ้านไหนปูพรม ก็แนะนำให้โรยให้ทั่ว ๆ พรมแล้วทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง พอตอนเช้าก็ใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดออก วิธีนี้นอกจากจะช่วยกำจัดกลิ่นสีแล้ว ยังทำความสะอาดและกำจัดกลิ่นบนพรมไปในตัวด้วย

9. สับปะรด

          หั่นสับปะรดสุกออกเป็นแว่นหนา ๆ แล้ววางไว้หลาย ๆ จุดรอบห้อง สับปะรดไปช่วยดูดกลิ่นสีทาบ้านอย่างได้ผล เพียงแต่ต้องระวังมดจะยกขบวนกันเข้ามาด้วย ดังนั้นแนะนำให้ใส่ไว้ในภาชนะหล่อน้ำดีที่สุด

10. น้ำเปล่า


          วิธีนี้ง่ายสุด ๆ เพียงแค่เติมน้ำเปล่าลงในถัง แล้วตั้งไว้รอบ ๆ ห้อง น้ำเปล่าก็จะช่วยดูดกลิ่นให้หายไปได้ เพียงแต่วิธีนี้อาจจะไม่ได้ผลดีเท่าวิธีอื่น แต่ถ้าเรื่องความปลอดภัยก็ชนะขาดเลย เอาไว้เป็นทางเลือกหากไม่สะดวกใช้ตัวเลือกอื่นแล้วกัน


          ได้ไอเดียไปแล้วก็ลองทำตามกันดูนะคะ โดยพยายามใช้วิธีเหล่านี้ทันทีที่ทาสีบ้านเสร็จ เพราะหากปล่อยไว้นานก็มีโอกาสที่กลิ่นสีจะติดเฟอร์นิเจอร์จนกำจัดได้ยากขึ้น เพียงเท่านี้ปัญหากลิ่นทาบ้านที่เคยกวนใจจะหมดไปเร็วไวแน่นอน

https://home.kapook.com/view110168.html

Tuesday, September 12, 2017

ดูแลบ้านให้ปลอดภัยจากโจรขโมย ในวันที่ไม่มีใครอยู่บ้าน




สมัยนี้คนเราไว้ใจกันได้ยากขึ้นทุกที ข่าวโจรขโมยก็มีให้เห็นกันบ่อย ๆ เวลาที่จะออกเดินทางไปเที่ยว แล้วปล่อยบ้านให้เหงาเดียวดายเพราะไม่มีคนอยู่ ก็เลยต้องกังวลกันเป็นธรรมดา และถึงแม้หน่วยงานราชการจะผุดไอเดียดี ๆ อย่างโครงการฝากบ้านไว้กับตำรวจมาบริการให้ประชาชนอุ่นใจ แต่ลึก ๆ แล้วเจ้าของบ้านก็ยังไม่หายเป็นห่วงบ้านง่าย ๆ หรอกเนอะ วันนี้เราก็เลยมีเคล็ดลับดูแลบ้านให้ปลอดภัยจากโจรขโมย ในวันที่ไม่มีใครอยู่บ้านมาฝาก สำหรับคนที่ชอบออกเดินทางไปไกลบ้าน ต้องดูแลบ้านตามนี้เลยค่ะ

1. ระวังเรื่องโซเซียลเน็ตเวิร์ก

          ต้องยอมรับว่าตอนนี้เราอยู่ในยุคของโซเซียลเน็ตเวิร์ก พอมีโอกาสได้ออกไปเปิดหูเปิดตาทั้งทีก็อดไม่ได้ที่จะอัพเดตสถานะ หรืออัพรูปแชร์ความสวยงามของสถานที่ให้เพื่อน ๆ ในโลกออนไลน์ได้รู้ แต่การแชร์ข้อมูลส่วนตัวแบบนี้ก็เหมือนเป็นดาบสองคมที่ต้องระวังไว้ให้ดี เพราะในบรรดาเพื่อน ๆ ในโลกออนไลน์ของคุณจะมีพวกมิจฉาชีพแฝงตัวอยู่หรือเปล่าก็ไม่รู้ ฉะนั้นก่อนจะออกไปเที่ยวไหน พยายามตั้งค่าความเป็นส่วนตัวให้รัดกุมเข้าไว้ จำกัดการมองเห็นสิ่งที่คุณอัพเดตให้เพื่อนที่รู้จักอย่างสนิทสนม และไว้ใจได้จริง ๆ ได้รับรู้เท่านั้นก็พอ ไม่เช่นนั้นอาจดึงภัยเข้าหาตัวโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ได้นะ

2. อย่าซ่อนกุญแจสำรองไว้ในบริเวณบ้าน


          แม้ว่าคุณจะเป็นคนที่ขี้หลงขี้ลืมมากแค่ไหน แต่การป้องกันความหลงลืมของตัวเอง ด้วยการซ่อนกุญแจบ้านสำรองไว้ใต้พรมเช็ดเท้า หรือในกล่องรองเท้าหน้าบ้านก็เป็นวิธีแก้ปัญหาที่ดูจะเสี่ยงเกินไปหน่อย หากมีขโมยอยู่แถวนั้น แล้วสังเกตเห็นว่าบ้านดูเงียบเชียบเหมือนไม่มีคนอยู่ ที่แรก ๆ ที่ขโมยจะค้นหากุญแจก็จะเป็นที่เดียวกับจุดที่คุณซ่อนกุญแจสำรองเอาไว้นั้นล่ะ ฉะนั้นเพื่อความปลอดภัยต่อทรัพย์สินภายในบ้าน ก็ฝากกุญแจไว้กับคนในครอบครัว หรือเพื่อนสนิทที่ไว้ใจได้จะดีกว่า

3. ระงับการรับหนังสือพิมพ์รายวัน


          หากคุณใช้บริการส่งหนังสือพิมพ์รายวันอยู่ ก่อนจะออกไปเที่ยวนอกบ้าน โดยเฉพาะทริปที่ต้องจากบ้านเป็นระยะเวลานาน ๆ ควรจะโทรไประงับการจัดส่งกับเจ้าของบริการเสียก่อน เพราะถ้าคุณลืมระงับการจัดส่ง กองหนังสือพิมพ์ในตู้รับหนังสือพิมพ์หน้าบ้านจะเป็นหลักฐานที่บอกชัดว่า ในบ้านนี้ไม่มีคนอยู่นะจ๊ะ เข้าทางพวกมิจฉาชีพสุด ๆ ไปเลยล่ะสิ

4. อย่าบอกข้อมูลการท่องเที่ยวให้คนแปลกหน้ารู้

          ต่อให้ทริปนี้เป็นทริปที่คุณตั้งตารอคอยมานานแสนนาน หรือเป็นโอกาสท่องเที่ยวที่น่าปลื้มปริ่มแค่ไหน คุณก็พยายามอย่าแพร่งพรายข้อมูลท่องเที่ยวของคุณให้คนแปลกหน้ารู้โดยเด็ดขาด เนื่องจากเราไม่มีทางรู้ได้ว่า คนที่เราเจอแค่ชั่วครั้งชั่วคราวจะไว้ใจได้มากแค่ไหน ขืนเผลอไปเล่ารายละเอียดว่า จะไปเที่ยวที่ไหน ไปกี่วัน กลับวันไหนให้เขาได้รู้ กลับมาอาจจะพบว่าบ้านถูกยกเค้าไปตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ได้นะจ๊ะ

5. ติดไฟหน้าบ้านแบบที่ตั้งเวลาเปิด-ปิดได้

          ในเมื่อเราเกิดมาอยู่ในยุคเทคโนโลยีก้าวหน้าแบบนี้ ก็ควรใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ เป็นต้นว่า ซื้อโคมไฟหน้าบ้านชนิดที่ตั้งเวลาเปิด-ปิดได้เองโดยอัตโนมัติ หรือติดหลอดไฟที่ทำงานด้วยระบบพลังงานแสงอาทิตย์ก็ได้ ในช่วงเวลาที่ฟ้ามืด ไฟเหล่านี้ก็จะทำงาน ส่องแสงสว่างให้บ้านดูเหมือนมีคนอยู่ ลวงตาเหล่ามิจฉาชีพได้ดีไม่น้อยเลยล่ะ

6. ตรวจสอบประตูหน้าต่างให้แน่ใจ


          ทุกครั้งก่อนออกจากบ้าน ขอให้คุณตรวจสอบประตูหน้าต่างทุกบานทุกช่องอย่างรอบคอบ เดินสำรวจให้ทั่วว่า ประตูทุกบานล็อกสนิทดี หน้าต่างทุกช่องก็ลงกลอนจนครบ ถ้ามีสมาชิกในบ้านก็ขอให้เขาช่วยกันเดินดูทุกจุดไปด้วย ตรวจสอบทวนหลาย ๆ ครั้งด้วยก็ดี และอย่าลืมถอดปลั๊กไฟ สับสวิตช์ไฟ รวมถึงตรวจสอบก๊อกน้ำทุกจุดด้วยนะคะ


          ยังไงการป้องกันไว้ก่อนก็ดีเสมอ ฉะนั้นหากคุณกำลังมีแผนจะไปเที่ยวที่ไหน ต้องทิ้งบ้านไว้เปล่า ๆ ก็อย่าลืมนำเคล็ดลับดูแลบ้านให้ปลอดภัยจากโจรขโมยไปใช้ด้วยนะคะ

Thursday, September 7, 2017

25 เทคนิคดูแลความเรียบร้อยในบ้านด้วยวิธีง่าย ๆ




             หลาย ๆ คนอาจมองว่าการทำความสะอาดหรือการซ่อมของต่าง ๆ เป็นเรื่องยุ่งยากวุ่นวาย จนทำให้คุณเลี่ยงที่จะทำงานบ้านไปเรื่อย ๆ กว่าจะรู้ตัวอีกที บ้านก็สกปรกจนทำความสะอาดยากกว่าเดิมซะแล้ว แต่รู้ไว้เถอะว่า ถ้าคุณรู้เทคนิคดี ๆ แล้วล่ะก็ การทำความสะอาดก็เป็นแค่เรื่องง่าย ๆ นี่แหละ เพียงแค่คุณทำตามเคล็ดลับที่เรานำมาฝากดู

           1. ใช้น้ำมันยูคาลิปตัสเช็ดคราบเหนียวหนืดของกาวจากสติ๊กเกอร์ออก รับรองว่าเห็นผลแน่นอนค่ะ

           2. คุณควรเอาน้ำยาเคลือบสีรถมาทาเคลือบลงบนโต๊ะหินอ่อนก่อนใช้ด้วย เพราะจะช่วยกันคราบสกปรกติดโต๊ะได้มากขึ้นอีก

           3. กำจัดรอยยับจากการที่พรมถูกเฟอร์นิเจอร์ทับมานาน ๆ ด้วยการใช้ผ้าชุบน้ำชาวางลงบนรอยยับและใช้เตารีดที่ปรับความร้อนพอให้อุ่นกดทับดู พรมก็จะกลับมาเรียบสวยเหมือนเดิม

            4. ถ้าห้องน้ำมีกลิ่นอับชื้น แล้วคุณไม่มีเวลาทำความสะอาดล่ะก็ ลองจุดไม้ขีดเพื่อให้กลิ่นควันไล่กลิ่นอับชั่วคราวก่อนก็ได้

            5. เพื่อให้ไม่ต้องรำคาญกับฝ้าที่เกาะกระจกทุกครั้งหลังอาบน้ำเสร็จ คุณควรใช้สบู่ก้อนที่ยังแห้งถูให้ทั่วกระจกและใช้ผ้าสะอาดเช็ดเป็นประจำ

            6. ถ้าทำเสื้อเลอะน้ำมันก็อย่าเพิ่งตกใจไป เพราะคุณสามารถแก้ไขด้วยตัวเองได้ง่าย ๆ โดยเอาแป้งข้าวโพดไปโรยเพื่อดูดซับคราบมันแล้วใช้แปรงปัดออก จากนั้นจึงซักบริเวณรอยคราบมันด้วยสบู่สูตรอ่อนโยนก็เป็นอันเสร็จ

            7. เอาถุงพลาสติกครอบแล้วแช่เทียนไขไว้ในช่องฟรีซของตู้เย็นสัก 1 วันก่อนเอามาใช้ จะช่วยให้เทียนไขใช้ได้นานขึ้น

            8. ใช้น้ำยาทาเล็บให้เป็นประโยชน์ด้วยการเอาน้ำยาทาเล็บทาเคลือบบนกระดุม จะช่วยให้กระดุมติดแน่นขึ้นได้ทันที

            9. หากไม่อยากให้ละอองจากเกสรดอกไม้กระจายไปรอบบ้าน คุณควรลองเอาเทปกาวไปติดบนดอกแล้วลอกละอองเกสรแทนการใช้แปรงปัด เพื่อไม่ให้ฟุ้งกระจายไปทั่ว

            10. เวลาที่มีเศษสบู่เหลือแค่ก้อนเล็ก ๆ จนใช้ลำบากก็ไม่ต้องเอาไปทิ้งหรอก ลองใช้กลีเซอรีนและน้ำอุ่นผสมก้อนสบู่เล็ก ๆ นี้เข้าด้วยกันดู คุณก็จะได้สบู่เหลวขวดใหม่มาใช้ง่าย ๆ แล้วล่ะ

            11. ลองใช้ขนมปังเก็บกวาดเศษกระจกที่แตกดู จะไม่ทำให้กระจายไปทั่วแบบการใช้ไม้กวาด แถมยังเร็วกว่าการสวมถุงมือหยิบทีละชิ้นด้วย

            12. ถ้าคุณเป็นคนเลี้ยงปลาและปลูกต้นไม้ล่ะก็ เวลาเปลี่ยนน้ำก็อย่าเพิ่งเอาน้ำเก่าไปเททิ้ง ลองเอาไปใช้รดน้ำต้นไม้ดู จะได้ประหยัดน้ำและเพิ่มสารอาหารให้ต้นไม้ไปในตัว

            13. เวลาที่แจกันขึ้นราจากความชื้นก็ไม่ต้องรีบเอาไปทิ้งเสมอไป เพียงแค่ใช้สารกำจัดเชื้อราใส่เข้าไปสัก 1 ช้อนชาก็กลับมาใช้ได้เหมือนเดิมแล้วล่ะ

            14. ใช้สบู่ก้อน ถูบริเวณรอยต่อของประตูหรือบานตู้เสื้อผ้า จะช่วยลดความฝืดลงได้
 15. ทำความสะอาดเตารีดอย่างง่าย ๆ ด้วยการใส่เกลือเข้าไปข้างในและโรยเกลือลงบนกระดานรีดผ้า จะช่วยให้เตารีดสะอาดขึ้นได้ง่าย ๆ

            16. เอากรรไกรตัดฟอยล์อลูมิเนียมบ่อย ๆ จะช่วยลับกรรไกรให้คมขึ้นได้

            17. คุณไม่จำเป็นต้องเช็ดทำความสะอาดไมโครเวฟเสมอไป แค่เช็ดเวลาที่เลอะคราบหนัก ๆ ก็พอแล้ว นอกจากนี้ถ้าไม่ได้เปื้อนอะไร ก็ควรทำความสะอาดด้วยการเอาชามใส่น้ำมะนาวเข้าไปเวฟสัก 5 นาทีแทน ไอน้ำก็จะช่วยกำจัดกลิ่นและทำให้สะอาดขึ้นได้ง่าย ๆ แล้ว

            18. การทำความสะอาดอ่างล้างจานแสตนเลสนั้นไม่ได้ยุ่งยากอะไรเลย เพียงแค่ใช้จุกอุดอ่างล้างจานเอาไว้ แล้วเอาน้ำที่ผสมน้ำยาทำความสะอาดฟันปลอมไว้สักครึ่งหนึ่งแช่ทิ้งไว้ข้ามคืน จากนั้นจึงใช้น้ำสะอาดล้างออกเท่านี้ก็เรียบร้อยแล้ว

            19. ถ้ามีเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากเหล็กหรือสแตนเลสซึ่งมีรอยนิ้วมือติดเต็มไปหมดจนไม่น่ามอง ก็ลองเอาผ้าสะอาดชุบเบบี้ออยล์เช็ดดู จะช่วยกำจัดร่องรอยเหล่านั้นได้ทันที

            20. เสปรย์จัดแต่งทรงผมนอกจากจะใช้เซตผมได้แล้ว ยังช่วยกำจัดรอยเลอะจากปากกาเมจิกได้อีกด้วย ดังนั้นถ้าเฟอร์นิเจอร์ของคุณเลอะก็ลองฉีดสเปรย์แล้วใช้ผ้าสะอาดเช็ดดู

            21. คุณสามารถกำจัดขนสัตว์ที่ติดตามเสื้อผ้าหรือเฟอร์นิเจอร์ได้ง่าย ๆ ด้วยการใช้ถุงมือยางที่ชุ่มน้ำเช็ด พวกขนสัตว์ก็จะหลุดออกไปหมด
22. ใช้น้ำอุ่นผสมแป้งข้าวโพดเช็ดกระจก ก่อนจะใช้น้ำสะอาดล้าง แล้วใช้ผ้าแห้งเช็ดอีกครั้ง เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้กระจกของคุณกลับมาสดใสเหมือนใหม่ได้อีกครั้ง

            23. ถ้าขี้เกียจขัดให้เสียเวลาแต่อยากให้ชักโครกกลับมาสะอาด ก็ลองสละน้ำอัดลมในตู้เย็น 1 กระป๋องมาเททิ้งไว้ในชักโครกสักคืนหนึ่งดู จะทำให้กลับมาสะอาดปราศจากคราบทันตาเห็นเลยล่ะ

            24. คุณควรใส่น้ำยากำจัดเชื้อราและน้ำส้มสายชูลงไปเวลาที่คุณซักผ้าม่านห้องน้ำด้วย จะช่วยให้ผ้าม่านของคุณสะอาดและกันเชื้อราได้ดีขึ้น

            25. เวลาที่กลิ่นกระเทียมติดมือแล้วล้างไม่ออก คุณสามารถแก้ได้ง่าย ๆ ด้วยการเอามือถูแสตนเลสก่อนล้างด้วยสบู่ก็จะสามารถขจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์พวกนี้ออกไปได้

          เห็นไหมว่า ถ้าลองพลิกแพลงใช้วิธีใหม่ ๆ ดู การทำความสะอาดก็เป็นแค่เรื่องง่าย ๆ ที่ใคร ๆ ก็ทำได้ในเวลาสั้น ๆ ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นลองเอาเทคนิคที่แนะนำไปใช้กันดู เพื่อให้บ้านของคุณสะอาดเรียบร้อยไปได้อีกนาน ๆ นะคะ

Friday, August 25, 2017

10 วิธีประหยัดไฟในบ้าน ลดค่าไฟให้ได้ผลจริง




วิธีประหยัดไฟในบ้าน บอกลาบิลค่าไฟแพงในช่วงหน้าร้อน มาดูกันสิว่าเราสามารถช่วยประหยัดไฟด้วยวิธีประหยัดในบ้านได้อย่างไรบ้าง         

          สิ้นเดือนทีไรก็มีบิลค่าใช้จ่ายที่ต้องชำระยาวเป็นหางว่าว หลัก ๆ ก็ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าโทรศัพท์มือถือ แต่มีใครเคยสังเกตตัวเลขบนบิลค่าใช้จ่ายเหล่านี้บ้างไหมเอ่ย ว่ามันมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทุกเดือนเลยเนอะ โดยเฉพาะค่าไฟ ที่เอะอะก็ปรับค่า Ft ทำให้ค่าไฟสูงขึ้นอยู่บ่อย ๆ ฉะนั้นมัวแต่นิ่งดูดายไม่ไหวแล้วล่ะค่ะ เรามาช่วยกันลดค่าไฟในบ้าน ด้วยวิธีประหยัดไฟในบ้านต่อไปนี้กันดีกว่า

1. ลดการใช้แอร์

          บ้านไหนที่มีแอร์ก็ควรเปิดใช้แอร์เท่าที่จำเป็น เช่น เปิดในวันที่รู้สึกร้อนมากจริง ๆ อีกทั้งควรเปิดแอร์ในอุณภูมิที่พอเหมาะ โดยเปิดแอร์ที่ 25 องศาก็พอ แต่ถ้าคุณเป็นคนที่นอนไม่หลับหากไม่เปิดแอร์ ก็เปลี่ยนมาเปิดแอร์ช่วง 1- 2 ชั่วโมงแรกก่อนจะนอนหลับก็ได้ ตั้งเวลาปิดแอร์เอาไว้ให้เรียบร้อย และอย่าลืมสำรวจประตูหน้าต่าง และช่องโหว่ทุกช่องในห้องนอนก่อนด้วย เพียงแค่นี้ก็ช่วยประหยัดไฟได้เยอะแล้วล่ะ

2. เว้นระยะห่างการใช้งานเครื่องดูดฝุ่น

          ถ้าบ้านคุณไม่ได้เลี้ยงสัตว์ และปกติก็ไม่ค่อยมีฝุ่นมากมายเท่าไรนัก ก็สามารถเว้นระยะห่างการใช้งานเครื่องดูดฝุ่นจากดูดฝุ่นทุกสัปดาห์ เป็นดูดฝุ่น 2- 3 ครั้งต่อเดือนก็ได้ วิธีนี้ก็ช่วยลดปริมาณการใช้ไฟให้คุณได้เยอะเช่นกันค่ะ

3. ถอดปลั๊กทุกครั้งหลังใช้งาน

          เพียงแค่ปิดสวิตช์เครื่องใช้ไฟฟ้า ก็ไม่ได้หมายความว่า จะเป็นการตัดกระแสไฟเลยซะทีเดียว เพราะตราบใดที่ปลั๊กยังเสียบอยู่กับเต้ารับ ตราบนั้นก็ยังคงมีกระแสไฟไหลวนเพื่อให้คุณเปิดใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าได้โดย ทันที โดยเฉพาะคนที่ชอบเปิดโหมดพักหน้าจอคอมพิวเตอร์ไว้เอา เพียงแค่ 1 ชั่วโมงก็สูญเสียกระแสไฟไปไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไรแล้วนะจ๊ะ และในเมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ก็ควรถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ได้ใช้งานออกทุกครั้งด้วยจะดีที่สุด

4. เลือกใช้หลอดไฟฟลูออเรสเซ้นส์


          หลอดไฟฟลูออเรสเซ้นส์มีราคาแพงกว่าหลอดไฟชนิดอื่นก็จริง แต่หลอดไฟฟลูออเรสเซ้นส์สามารถช่วยประหยัดไฟได้มากกว่าหลอดไฟชนิดอื่นถึง 75% เลยทีเดียว แถมยังมีอายุการใช้งานยาวนานกว่า หรือพูดง่าย ๆ ว่ามีความทนทานมากพอสมควรเลยด้วยนะ อย่างนี้ก็รู้แล้วใช่ไหมล่ะว่า ควรต้องเลือกใช้ไฟแบบไหนถึงจะประหยัดไฟ และคุ้มค่าเม็ดเงินมากกว่า

5. ซักรีดเสื้อผ้าในคราวเดียว

          เครื่องซักผ้า และเตารีดเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่กินไฟ มากเช่นกัน ดังนั้นหากคุณจะซักรีดเสื้อผ้า ก็ควรซักรีดเสื้อผ้าคราวละมาก ๆ ครั้งเดียว หรืออย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์ก็ได้ วิธีนี้จะช่วยให้คุณประหยัดไฟได้อีกมากโขเลยล่ะค่ะ อ๊ะ ! คนที่ชอบรีดเสื้อผ้าทุกเช้า ควรเปลี่ยนพฤติกรรมด่วน ๆ เลยนะจ๊ะ

6. ใช้งานอุปกรณ์อิเล็กโทรนิกส์ให้น้อยลง

          บรรดาเครื่องปั่น เตาไมโครเวฟ กระทะไฟฟ้า รวมไปถึงเตาอบ จัดว่าเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทฟุ่มเฟือย ที่กินไฟฟ้าไม่น้อยเลยทีเดียว ฉะนั้นหากเป็นไปได้ลองลดความถี่การใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้ดู แล้วมาเปรียบเทียบจากค่าไฟปลายเดือนกันดีกว่า

7. จัดการตู้เย็นให้สะอาดและเป็นระเบียบ

          ใครที่ชอบสะสมของกินไว้ในตู้เย็นวันละนิดวันละหน่อย แต่สุดท้ายก็ลืมทิ้งไว้ให้เน่าเสียคาตู้เย็น รู้ไหมคะว่าพฤติกรรมแบบนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ตัวเลขในบิลค่าไฟพุ่งสูง ขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ อีกทั้งยังทำให้ตู้เย็นของคุณสกปรก เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคและแบคทีเรีย ส่งผลกระทบกับสุขภาพร่างกายได้ง่าย ๆ อีกด้วยนะ

8. เมินที่โกนหนวดไฟฟ้า และแปรงไฟฟ้า

          ลำพังแค่แปรงสีฟันธรรมดา และมีดโกนหนวดแบบปกติก็สามารถทำความสะอาดช่องปากและใบหน้าของคุณได้หมดจดมาก พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาอุปกรณ์อิเล็กโทรนิกส์อย่างที่โกนหนวดไฟฟ้า และแปรงไฟฟ้าเลยสักนิด แถมยังช่วยประหยัดไฟที่ต้องชาร์จแบตให้คุณได้อีกเยอะเลยด้วยจ้า

9. ปิดไฟดวงที่ไม่ได้ใช้งาน

          หลายคนชอบเปิดไฟทั่วบ้าน เพราะอยากให้บ้านดูสว่างไสว แต่หากได้เห็นบิลค่าไฟตอนสิ้นเดือนแล้วก็คงตกใจน่าดูใช่ไหมล่ะ ฉะนั้นก็ปิดไฟดวงที่ไม่ได้ใช้งานจะดีกว่า แล้วออกจากบ้านทุกครั้งก็ควรเดินสำรวจให้รอบบ้านด้วยว่า มีไฟดวงไหนที่เปิดค้างอยู่หรือเปล่า ค่าไฟในบ้านจะได้ไม่พุ่งสูงมากนัก

10. ลงทุนติดตั้งเซ็นเซอร์จับการเคลื่อนไหว

          สำหรับคนที่ขี้หลงขี้ลืมขนาดหนัก อาจจะลงทุนครั้งใหญ่กับการติดตั้งเซ็นเซอร์จับสัญญาณการเคลื่อนไหวไว้รอบ ๆ บ้านก็ได้ ตัวเซ็นเซอร์นี้จะช่วยเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นใหญ่ ๆ ในบ้านเวลาที่มีคนเดินเข้ามา และอยู่ในห้องนั้น แต่หากตัวเซ็นเตอร์จับการเคลื่อนไหวของคนไม่ได้ ก็จะจัดการปิดไฟ และเครื่องใช้ไฟฟ้าให้อัตโนมัติ เจ๋งแถมช่วยประหยัดไฟได้อีกเนอะ

          ใครที่กำลังกังวลกับค่าไฟที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ ก็ลองทำตามวิธีประหยัดไฟที่เราแนะนำกันได้นะคะ รับรองว่าถ้ามีวินัยในการใช้ไฟได้ครบทั้ง 10 ข้อนี้ ค่าไฟในบ้านคุณจะลดลงอย่างฮวบฮาบเลยล่ะ

https://home.kapook.com/view81530.html