Friday, February 26, 2016

ทางลัดลดค่าไฟ 15 วิธีจัดห้องนอนให้เย็นสบายโดยไม่เปิดแอร์




         รอมาทั้งปีแต่ลมหนาวก็ไม่มา แต่หลังจากนี้ไม่ต้องทนนอนเหงื่อไหลไคลย้อยหรือเปิดแอร์ให้เปลืองค่าไฟกันอีกต่อไป เพราะมีวิธีจัดห้องนอนให้เย็นสบาย หลับสนิทจนถึงเช้ามาฝากค่ะ

          ไม่ต้องตั้งคำถามกันอีกต่อไปว่าเมื่อไหร่อากาศบ้านเราจะหนาวสักที ในเมื่ออากาศมันร้อนทรมานใจไม่หยุดหย่อนขนาดนี้ เราก็ต้องปรับตัวตามอากาศไปให้สิ้นเรื่อง ยิ่งถ้าบ้านใครที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศใช้ด้วยแล้วยิ่งต้องรีบทำตามวิธี กำจัดความร้อนในแบบฉบับที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อย่างวิธีจัดห้องนอนที่กระปุกดอทคอมนำมาฝากกันในวันนี้ แล้วอาการกระวนกระวายเพราะร้อนจนนอนไม่หลับจะหายไปทันที

1. เปลี่ยนชุดเครื่องนอนให้เป็นผ้าคอตตอน

          ชุด เครื่องนอนแต่ละชนิดก็มีคุณสมบัติที่แตกต่างกันไปไม่ว่าจะหนานุ่มหรือเบา สบายก็มีหมด ดังนั้นเมื่ออากาศเข้าสู่สภาวะร้อนจนนอนไม่ค่อยหลับ เราขอแนะนำให้เปลี่ยนชุดเครื่องนอนจากผ้าหนานุ่มมาเป็นผ้าคอตตอนแทนจะดีกว่า เพราะด้วยคุณสมบัติที่เบาสบายและถ่ายเทอากาศได้ดี จึงช่วยให้คุณไม่ต้องทนนอนบนที่นอนร้อน ๆ อีกต่อไป

2. ดื่มน้ำก่อนเข้านอน

          ใน ช่วงที่อากาศหนาวเย็นหรือเป็นปกติ การดื่มน้ำก่อนเข้านอนคงไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร มีแต่จะทำให้เราตื่นมาเข้าห้องน้ำกลางดึกซะอีก แต่ในเมื่อกลับอากาศร้อนหนักขนาดนี้แนะนำให้ดื่มน้ำ 1 แก้ว ก่อนเข้านอนก็จะช่วยร่างกายไม่ร้อนระหว่างหลับฝันหวานได้ค่ะ

3. เปลี่ยนหมอนใหม่

          ศีรษะ เป้นส่วนที่ร้อนที่สุดในร่างกาย ดังนั้นนี่อาจหมายถึงเวลาของการเปลี่ยนหมอนใหม่ที่เล็กกว่า ผ้าบางกว่า และระบายอากาศได้ดีกว่าหมอนใบเก่า หากคุณไม่อยากนอนกระสับกระส่ายตลอดทั้งคืนเพราะอากาศที่ร้อนอบอ้าวอีกต่อไป

4. จัดทิศพัดลมให้ถูก เพื่อดูดความร้อนออกนอกบ้าน

          หลาย คนอาจจะยังสับสนว่าทำไมเปิดพัดลมแล้วยังไม่เย็นสักทีมีแต่ร้อนกับร้อน นั่นก็เป็นเพราะว่าพัดลมกำลังดูดความร้อนจากข้างนอกเข้ามาในบ้านยังไงล่ะ ซึ่งวิธีแก้ก็ง่ายนิดเดียวแค่หันด้านหลังพัดลมออกนอกหน้าต่าง แล้วความร้อนภายในบ้านก็จะถูกถ่ายเทออกไป แต่ถ้าบ้านไหนใช้พัดลมเพดานก็แค่ตั้งระบบให้ใบพัดหมุนทวนเข็มนาฬิกาก็ช่วย ไล่ลมร้อนออกจากบ้านได้เหมือนกันค่ะ

5. แขวนผ้าเปียกที่หน้าต่างช่วยปรับอากาศให้เย็นลง

          บาง ครั้งการนอนเปิดหน้าต่างเพียงอย่างเดียวก็ไม่ช่วยไล่ความร้อนได้ดีเท่าไร แต่ถ้าเรานำผ้าเปียกบิดหมาด ๆ มาแขวนไว้ที่หน้าต่างห้อง ลมจากภายนอกก็จะพัดพาไอเย็น ๆ จากผ้าเปียกเข้ามาภายในห้อง คราวนี้ต่อให้อากาศร้อนแค่ไหนก็ไม่จำเป็นต้องเปิดแอร์ให้เสียค่าไฟแพง ๆ อีกแล้ว 

6. วางก้อนน้ำแข็งไว้หน้าพัดลม

          อาจ จะดูเป็นวิธีสามัญไปหน่อยแต่ขอบอกเลยว่าได้ผลดีเกือบเทียบเท่าแอร์บ้านเลย ล่ะ ให้นำก้อนน้ำแข็งก้อนใหญ่มาใส่ถาดถาดขนาดพอเหมาะ วางไว้หน้าพัดลมในระยะที่ไม่ใกล้และไม่ไกลพัดลมจนเกินไป คราวนี้จากอากาศร้อน ๆ ภายในบ้านก็ถูกแทนที่ด้วยลมเย็น ๆ ตอนเปิดพัดลม แต่ความรู้สึกเหมือนนั่งให้ห้องแอร์เลยล่ะ

7. นอนคนเดียวบ้าง ก็ทำให้อุณหภูมิลดลง

          สังเกต ไหมว่าเวลาที่เราอยู่ในที่สาธารณะอัดแน่นไปด้วยผู้คน สถานที่แห่งนั้นจะร้อนอบอ่าวเป็นพิเศษ นั่นเป็นเพราะร่างกายแต่ละคนต่างก็มีความร้อนอยู่ในตัว และเมื่อมารวมตัวกันองศาความร้อนก็ยิ่งเพิ่มสูงมากขึ้น เช่นเดียวกับการนอนเป็นคู่เพราะมันจะทำให้ความร้อนจากร่างกายถูกระบายออกมา 2 เท่า ฉะนั้นหากคืนไหนร้อน ๆ ก็นอนแยกกันบ้างเป็นครั้งคราวเพื่อให้ต่างคนต่างนอนสบายกายขึ้น

8. เปลี่ยนเตียงนอนบ้างเพื่อให้อากาศหมุนรอบตัวเรา

          การ นอนหลับพักผ่อนไม่จำเป็นว่าจะต้องนอนบนเตียงหนา ๆ นุ่ม ๆ เสมอไป ไม่ว่าจะเป็นเปลญวน ตั่งไม้ หรือเตียงแบบโปร่งชนิดอื่น ๆ ก็สามารถประยุกต์มันมาเป็นที่นอนในช่วงที่อากาศร้อนได้เหมือนกัน เพราะเตียงนอนในลักษณะนี้มีรูระบายอากาศมากกว่าเตียงนอนเบาะหนา ๆ และการแกว่งเปญณวนก็ยังทำให้อากาศเคลื่อนไหวเกิดลมพัดเบา ๆ กำลังเย็นสบายในขณะที่คุณนอนด้วย 

9. เลือกซื้อชุดนอนแบบผ้าคอตตอนมาสวมใส่

          ถ้า การเปลี่ยนชุดเครื่องนอนไปเป็นผ้าคอตตอนยังเย็นไม่พอ เราขอแนะนำให้เปลี่ยนชุดนอนในช่วงหน้าร้อนให้กลายเป็นผ้าคอตตอนไปด้วยเลย รับรองว่าผ้าโปร่ง ๆ ระบายอากาศอย่างชุดนอนผ้าคอตตอนจะทำให้คุณนอนหลับสนิท แม้ในวันที่อากาศจะร้อนอบอ้าวที่สุดก็ตาม

10. อาบน้ำก่อนนอนช่วยลดอุณหภูมิในร่างกาย

          หลาย คนคงปฏิเสธไม่ลงว่า เคยไม่อาบน้ำแล้วเข้านอนมาก่อน ถึงแม้คุณจะเหนื่อยจากการเดินทาง จากงาน หรืออะไรก็ตามแต่ คุณก็ต้องสละเวลาง่วงเพียงนิดเพื่อตั้งจิตไปอาบน้ำก่อนนอนให้ได้ เพราะนอกจากจะช่วยชำระล้างสิ่งสกปรกได้แล้ว มันยังช่วยลดอุณหภูมิในร่างกายส่งผลให้นอนหลับสบายได้อีกด้วย

11.  ปิดไฟก่อนนอนช่วยลดปริมาณความร้อนได้

          คน ที่ไม่กล้านอนปิดไฟอยู่ในความมืดก็ต้องขออภัยเพราะวิธีนี้ช่วยลดความร้อนได้ ดีจริง ๆ ค่ะ ขณะที่เรานอนเปิดไฟในห้องทิ้งไว้ พลังงานความร้อนจากหลอดไฟและแสงไฟจะส่งผ่านมารบกวนการนอนทำให้นอนหลับได้ไม่ เต็มที่ แต่จะดีกว่าไหมถ้ายอมปิดไฟนอนเพื่อลดความร้อนในห้องลง

12. วางถังน้ำไว้แช่เท้าไว้ที่ปลายเตียง

          หาก คุณเป็นคนที่ขี้ร้อนจัดไม่ว่าจะลองวิธีไหนก็ดูเหมือนจะไม่ได้ผล งั้นต้องไปแก้ร้อนที่ปลายเท้าด้วยการหาถังน้ำหรือกะละมังใส่น้ำในปริมาณที่ พอเหมาะมาวางไว้ปลายเตียง เมื่อไรที่รู้สึกร้อนจนนอนไม่ได้ก็แค่ลุกขึ้นมาแช่เท้าในถังน้ำให้เย็นสบาย วิธีนี้จะช่วยดูดเอาความร้อนจากร่างกายออกไปได้เยอะเลย

13. นอนชั้นล่างอากาศจะเย็นที่สุด

          ไม่ ต้องอธิบายหลักวิทยาศาสตร์ให้ยุ่งยาก ใคร ๆ ต่างก็รู้ว่าความร้อนจะลอยตัวสูงขึ้นแล้วความเย็นจะเข้ามาแทนที่ ดังนั้นสถานที่ที่เหมาะสมกับการนอนหลับเห็นทีคงต้องเป็นชั้นล่างของบ้านแล้ว ล่ะ แต่ถ้าบ้านไหนมีแค่ชั้นเดียวแนะนำให้เลือกซื้อเบาะนอนบาง ๆ หรือปูผ้านอนกับพื้น แล้วความเย็นจากพื้นก็จะช่วยให้คุณไม่รู้สึกว่าคืนนี้ร้อนอบอ้าวอย่างที่ ผ่านมา

14. ดึงปลั๊กไฟที่ไม่ใช้งานออกให้หมด

          ใน ยามค่ำคืนแห่งการพักผ่อนคงไม่มีใครลุกขึ้นมาใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าหรอกนะคะ ฉะนั้นก่อนจะเข้านอนทุกครั้งควรดึงปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ได้ใช้งานออก ให้หมด เพราะการที่คุณเสียบปลั๊กไฟค้างไฟก็เท่ากับว่าเครื่องยังทำงานและยังปล่อย ความร้อนออกมาอยู่ ดังนั้นการถอดปลั๊กจึงช่วยลดอุณหภูมิความร้อนในบ้านลงได้ แถมสามารถช่วยลดค่าไฟ และเป็นการป้องกันไฟฟ้าลัดวงจรได้อีกต่างหาก 

15. ทำแอร์ใช้เอง

          ราคาอร์ แต่ละเครื่องถูก ๆ ซะเมื่อไร แถมยังมีค่าติดตั้งอีก ถ้าไม่อยากจ่ายเพิ่มแล้ว มาทำแอร์ใช้เองกันเถอะ รับรองว่าลมเย็นไม่ต่างกันเลย แถมเจ้าแอร์ทำมือเครื่องนี้ยังช่วยประหยัดได้เยอะเลยด้วย

         
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่

          แม้ชาวบ้านเขาจะบ่นว่าอากาศร้อนปรอทแตกแค่ไหน แต่ถ้าคุณได้ลองนำเอาทริคเด็ด ๆ ที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ไปใช้แล้วละก็ รับรองได้เลยว่าค่ำคืนแห่งการนอนหลับพักผ่อนของคุณจะเย็นสบายไร้ความร้อน รบกวนจนเพื่อนบ้านต้องมาขอเคล็ดลับกันอย่างไม่ขาดสายแน่นอน
 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก lifehack, greatist, instructables และ sleepjunkies
http://home.kapook.com/view137064.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/Miguel2222/rose/

Tuesday, February 23, 2016

มาดูวิธีการปูกระเบื้องแบบง่ายๆ ที่คุณจะต้องอึ้ง!




หลายคนมีไอเดียอยากตกแต่งห้องให้สวยงามด้วยการปูกระเบื้องใหม่ แต่ยังติดปัญหาไม่รู้วิธีจัดการกระเบื้องเดิม หรือกลัวเสียค่าใช้จ่ายเรียกช่างมาทำ ซึ่งเป็นปัญหาหลักกวนใจ และอาจทำให้เรายกเลิกความคิดการตกแต่งบ้านไปเสียก่อน

ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถปูกระเบื้องใหม่ทับกระเบื้องเก่าได้เลย แล้วคุณเองก็สามารถทำเองได้ไม่ต้องเสียเวลา หรือไปเรียกช่างอีกด้วย  ด้วยปูนกาวสูตรปูทับกระเบื้อง วันนี้จึงนำวิธีการใช้ปูนกาวทับกระเบื้องมาตกแต่งห้องกันครับ


วิธีใช้ปูนกาวปูกระเบื้องเดิม 


ทำความสะอาดคราบสกปรกและฝุ่นที่เกาะกระเบื้องให้เรียบร้อย

การเตรียมปูนกาวติดกระเบื้อง ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด  แนะนำให้ใช้ปูนกาวที่ใช้ติดกระเบื้องทับกระเบื้องเดิมโดยเฉพาะ ซึ่งจะมีพลังยึดติดสูงมากกว่าปูนทั่วไปและปูนกาวชนิดอื่นๆนั่นเอง  เช่น  ปูนกาวอินทรี ไทล์ฟิกซ์ พรีเมี่ยม เบอร์ 43  จะเป็นปูนกาวสำหรับทับกระเบื้องเดิมโดยเฉพาะ

ผสมน้ำตามส่วน แล้วผสมให้เป็นเนื้อเดียวกัน ทิ้งไว้ 15 นาที 

ใช้อุปกรณ์เกรียงด้านเรียบฉาบลงบนกระเบื้องเดิม จากนั้นใช้เกรียงหวีปาดให้เป็นล่อง โดย้าเป็นกระเบื้องเล็กให้ใช้เกรียงซี่เล็กขนาดหวี 6 มม. และถ้าเป็นกระเบื้องขนาดใหญ่ให้ใช้เกรียงซี่ใหญ่ขนาดหวี 9 มม. ขึ้นไป

นำกระเบื้องใหม่ที่เตรียมเอาไว้ปูลงบนปูนกาว จากนั้นเคาะกระเบื้องให้แน่นติดกับกระเบื้องเดิม แล้วเผื่อพื้นที่สำหรับลงยาแนว

กรณีถ้าเจอปัญหากระเบื้องแตก ให้เลาะออกก่อน จึงค่อยปูทับด้วยกระเบื้องใหม่ที่เตรียมไว้

เพียงเท่านี้ เราก็สามารถออกแบบกระเบื้องลายใหม่ๆ ที่ต้องการได้แล้วครับ.....



http://board.postjung.com/833553.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/breatheinfaith/gorgeous-bathrooms/

Friday, February 19, 2016

วิธีเปลี่ยนขอบยางประตูตู้เย็นเอง โดยไม่ต้องง้อช่าง !




          อย่าปล่อยให้ขอบยางประตูตู้เย็นที่เสื่อมสภาพทำให้เราต้องกุมขมับกับปัญหาค่าไฟอีกเลย เพราะเราจะพาไปดูขั้นตอนของการเปลี่ยนขอบยางประตูตู้เย็นให้กลับมาใช้งานได้ ดีเยี่ยมได้อีกครั้งโดยไม่ต้องพึ่งช่างซ่อม 

          พอกันทีกับการหาสาเหตุว่าทำไมของที่แช่ในตู้เย็นถึงละลายง่ายจัง นั่นก็เป็นเพราะขอบยางประตูตู้เย็นเก่า ๆ พัง ๆ ที่ไร้ประสิทธิภาพในการดึงดูดขอบประตูฝั่งตรงข้ามเอาไว้ จึงทำให้ไอเย็นด้านในไหลผ่านช่องโหว่ออกมานั่นเอง ถ้าไม่อยากทนทุกข์กับอาหารไม่สดและยอดบิลค่าไฟที่สูงลิบ ต้องมาดูขั้นตอนการเปลี่ยนขอบยางประตูตู้เย็นใหม่ จากเว็บไซต์ wikihow.com ที่เผยไว้ให้เราได้นำไปใช้กับตู้เย็นที่บ้านและไม่ต้องจ้างช่างมาเปลี่ยนให้เสียทรัพย์กันด้วย

  
1. เลือกซื้อขอบยางเส้นใหม่ให้ตรงตามไซส์และรุ่นตู้เย็น

          ก่อนอื่นเราต้องรู้รายละเอียดของตู้ซะก่อน โดยดูชื่อยี่ห้อและ Serial Number (หมายเลขประจำเครื่อง) แล้วนำข้อมูลนั้นไปซื้อกับร้านขายอะไหล่เครื่องใช้ไฟฟ้า เราก็จะได้ขอบยางตู้เย็นใหม่ที่ตรงตามขนาดของตู้เย็นที่บ้าน

2. เตรียมขอบยางให้พร้อมก่อนนำไปเปลี่ยนจริง



แช่ขอบยางในน้ำให้อ่อนตัวเพื่อพร้อมใช้งาน

          ขอบยางประตูตู้เย็นที่เพิ่งซื้อมาใหม่จะมีเนื้อแข็ง มันไม่พร้อมดัดตัวและยึดไปตามแนวที่เราต้องการติด ฉะนั้นให้นำขอบยางที่ใหม่ไปแช่ในน้ำอุ่นประมาณ 2-3 นาที ยางก็จะอ่อนตัวและยืดหยุ่นสามารถดัดตัวไปตามแนวขอบตู้ได้

  
คลายนอตบางส่วนที่ยึดขอบยางเก่าออก

          ก่อนจะเอาขอบยางใหม่มาแทนเราก็ต้องเอาอันเก่าออกก่อน แต่ไม่จำเป็นต้องรื้อของเก่าออกหมด แค่คลายเฉพาะนอตหลัก ๆ ที่เป็นตัวยึดขอบยางเก่าออกก็พอ

  
ดึงขอบยางเก่าออกจากประตูตู้เย็น

          พอดึงนอตตัวหลัก ๆ ออกแล้ว ให้ดึงขอบยางเก่าด้วยโดยเริ่มดึงจากมุมประตูฝั่งที่เปิดด้านบนออก แล้วด้านข้างก็จะค่อย ๆ หลุดตามออกมาด้วยเช่นกัน

3. ใส่ขอบยางอันใหม่ได้เวลาใช้งาน

 
ใส่ขอบยางอันใหม่ตามรอยเดิม

          ดึงขอบยางอันเก่าออกอย่างไรก็ให้ใส่ขอบยางอันใหม่เข้าไปเช่นนั้น เริ่มจากติดที่ขอบยางที่ประตูตู้ด้านบนก่อน จากนั้นใส่นอตลงไปตามรูที่เราถอดออกให้เหมือนเดิมทุกจุด

  
ตรวจสอบขอบยางไม่ให้หลุดออกจากขอบประตูตู้เย็น

          เมื่อใส่ขอบยางใหม่เสร็จแล้วก็อย่าเพิ่งนิ่งนอนใจไป ทดลองปิดประตูไป 1 ครั้ง เพื่อเช็กดูให้แน่ใจว่าไม่มีขอบยางส่วนไหนหลุดออกจากขอบประตูที่เราติดไว้ จนเกิดช่องโหว่ให้ไอเย็นไหลออกมาอีก

ทดลองปิดประตูให้รู้ว่าแนบสนิทติดทุกจุด

          ถือว่าเป็นการวัดดวงไปเลยว่าจะต้องเปลี่ยนขอบยางใหม่อีกรอบหรือเปล่า หากทำตามขั้นตอนข้างต้นมาทุกข้อแล้ว ก็ให้ทดลองปิดประตูตู้เย็นแบบเบามือแล้วดูว่ามันแน่นสนิททุกมุมหรือไม่ ถ้าไม่ก็ควรเฟ้นหาขอบยางเส้นใหม่มาเปลี่ยนแทน

Tips

          ลองสอดไฟฉายเล็ก ๆ ไว้ด้านในขอบยางและปิดประตูตู้เย็นดู หากยังสังเกตเห็นว่ามีแสงไฟลอดออกมาได้ แสดงว่าติดขอบยางประตูตู้เย็นไม่แน่นหรือยังติดไม่สนิทนั่นเอง

          ปัญหาขอบยางประตูตู้เย็นพังกลับดูเป็นเรื่องเล็กขึ้นมาทันที พอเรารู้วิธีเปลี่ยนโดยไม่ต้องยกหูเรียกช่างให้เสียสตางค์สักบาท ถ้าบ้านไหนกำลังเผชิญปัญหานี้อยู่ก็อย่าลืมเอาขั้นตอนที่เรานำมาฝากไปทำตาม กันด้วยนะคะ



ขอขอบคุณข้อมูลจาก wikihow.com
http://home.kapook.com/view124691.html

Tuesday, February 16, 2016

วิธีตรวจสอบพื้นห้องน้ำชั้น 2 รั่วซึม




 

 

เจ้าของบ้านหลายคนคงปวดหัวไม่น้อย เมื่อพบว่ามีการรั่วซึมของพื้นห้องน้ำชั้น 2 หยดลงมาสร้างความเสียหายแก่ฝ้าเพดาน ผนัง และเฟอร์นิเจอร์ด้านล่าง หากแก้ไขไม่ทันก็อาจทำให้ฝ้าเพดานพัง และเกิดความเสียหายอื่นๆ ตามมาอีกในภายหลังอีกด้วย

 

โดยสาเหตุการรั่วซึมของพื้นห้องน้ำนั้นมีหลายปัจจัย ทั้งจากการออกแบบโครงสร้างที่ไม่ดีตั้งแต่ต้น รอยร้าวของผนังอาคาร การไม่ได้ใช้น้ำยากันซึมผสมในคอนกรีตเพื่อเทพื้นห้องน้ำ การเดินท่อระบายน้ำที่ไม่ได้ฝังท่อไว้ที่พื้นก่อนเทคอนกรีต หรือแม้แต่การรั่วซึมจากท่อโสโครกก็ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดปัญหาดัง กล่าวได้ทั้งสิ้น

 

การตรวจสอบปัญหาพื้นห้องน้ำรั่วเบื้องต้นนั้น เจ้าของบ้านควรเปิดฝ้า หรือตัดฝ้า จากเพดานที่อยู่บริเวณใต้พื้นห้องน้ำนั้นๆ เพื่อเป็นการเช็คตำแหน่งท่อน้ำ และสุขภัณฑ์ต่างๆ ชั้นบน จากนั้นจึงจะสามารถตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงได้ง่ายขึ้นว่า ปัญหาน้ำร่วมซึมจากชั้นบนเกิดจากอะไร โดยมีวิธีตรวจสอบง่ายๆ ดังนี้

1) ตรวจสอบจากท่อน้ำทิ้งจากอ่างล้างหน้า

ตรวจสอบได้โดยการขังน้ำทิ้งไว้ให้เต็มอ่างล้างหน้า เพื่อสังเกตว่ามีรอยรั่วของน้ำไฟลตามท่อน้ำทิ้งหรือไม่


2)  ตรวจสอบจากท่อโสโครกของชักโครก

ตรวจสอบได้โดยการกดน้ำ หรือ เทน้ำในโถชำระ เพื่อสังเกตว่ามีการรั่วซึมของท่อโสโครกหรือไม่

 

3)  ตรวจสอบจากพื้นกระเบื้องขอบผนังห้องน้ำ

ตรวจสอบได้โดยการอุดท่อน้ำทิ้งที่พื้นห้องน้ำ แล้วขังน้ำไว้สักพัก เพื่อสังเกตดูว่ามีรอยน้ำรั่ว หยดลงมาด้านล่างหรือไม่

 

4)  ตรวจสอบจากรอบขอบท่อน้ำทิ้งที่พื้นห้องน้ำ

ให้อุดท่อน้ำทิ้งที่พื้นห้องน้ำ แล้วขังน้ำทิ้งไว้สักพัก เพื่อสักเกตุว่ามีน้ำรั่วมาตามท่อน้ำทิ้งจากพื้นห้องน้ำหรือไม่


5) ตรวจสอบจากร่องยาแนว รอบอ่างอาบน้ำ วาวล์ฝักบัว และก๊อกน้ำ

สังเกตยาแนวรอบอ่างอาบน้ำ วาวล์ฝักบัว และก๊อกน้ำ ว่ามีการสึกกร่อน หลุดร่อนหรือไม่ เพราะร่องยาแนวถือเป็นอีกหนึ่งจุดเล็กๆ ที่หลายคนหลงลืมและไม่ทันสังเกต จนเป็นสาเหตุให้น้ำขัง และซึมลงไปยังห้องด้านล่างนั้นเอง

 

เมื่อรู้สาเหตุที่แท้จริงของปัญหาแล้ว ควรแจ้งให้ช่างผู้ชำนาญเข้ามาดำเนินการซ่อมแซม ซึ่งวิธีนี้ไม่เพียงจะช่วยให้ช่างผู้รับเหมาซ่อมแซมได้อย่างถูกจุดแล้ว ยังช่วยให้คุณประหยัดทั้งเงินและเวลาอีกด้วย

 

แหล่งที่มา

http://cotto.co.th/th/blog/article/3847