Tuesday, November 7, 2017

12 วิธีทาสีบ้านที่คนชอบทำ แต่มันพลาดอย่างแรง !




การทาสีบ้านอาจดูเหมือนเรื่องง่าย แค่เอาแปรงจุ่มสีป้ายลงบนผนังก็ไม่เห็นจะมีอะไรยาก แต่รู้หรือไม่ว่าการทาสีบ้านที่หลายคนทำอยู่ กลับเป็นวิธีผิด ๆ ที่ไม่ควรทำเลยจริง ๆ

         การทาสีบ้านไม่ใช่เรื่องที่ทำกันบ่อย ๆ เหมือนทำความสะอาดบ้าน ทำให้หลายคนยังไม่รู้ว่า การทาสีบ้านจริง ๆ แล้วมีวิธีที่จะทำให้การทาสีง่าย ราบรื่น และเสร็จไวขึ้น แต่ที่ทำให้การทาสีบ้านดูเป็นเรื่องยากก็เพราะว่าวิธีทาสีบ้านแบบผิด ๆ ที่ชอบทำกันเป็นประจำนี่แหละ แต่คิดว่าหลายคนน่าจะยังไม่รู้ตัวเลย วันนี้จะเอามาเฉลยให้ฟังว่ามีอะไรบ้างพร้อมนำวิธีที่ถูกต้องมาให้ฟัง

1. สีไม่ตรงกับที่คิดไว้ 


         เวลาที่ไปซื้อสีทาบ้านทางร้านมักจะมีตารางเทียบสีมาให้เลือก แต่ในบางครั้งเมื่อนำสีมาทาบ้านแล้วสีกลับไม่เหมือนในตารางที่เลือกไว้ นั่นก็เป็นเพราะว่าแสงไฟที่ร้านกับที่บ้านนั้นไม่เหมือนกัน ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินใจซื้อสีมาทาควรขอสีตัวอย่างกลับมาทาพื้นที่ก่อน ถ้าสีโดนแสงแล้วไม่ถูกใจจะได้เปลี่ยนสีใหม่ทันเวลาก่อนทาไปแล้วแต่ต้องมานั่งเซ็งภายหลัง

2. เปิดฝาถังสีทิ้งไว้

         เพื่อความสะดวกหลายคนชอบเปิดฝาถังสีไว้ โดยลืมคิดไปว่าอาจจมีอุบัติเหตุที่ทำให้ถังล้มจนสีหกกระจายเต็มพื้น ฉะนั้นวิธีป้องกันคือควรปิดฝาถังสีทุกครั้งแม้ในระหว่างทำงาน เผื่อไว้ถ้าเกิดเหตุที่ไม่คาดคิดสีจะได้ไม่เลอะพื้น โดยเฉพาะบ้านที่มีสัตว์เลี้ยงควรกันไว้ให้ห่าง ไม่อย่างนั้นบ้านของคุณอาจจะเต็มไปด้วยรอยประทับจากเจ้าตูบ

3. ใช้ลูกกลิ้งทาผนังติดกับเพดาน

         สำหรับคนที่ใช้ลูกกลิ้งทาสีก็อาจจะกลิ้งจนลืมดูว่าสูงเกินไป จนทำให้สีจากลูกกลิ้งติดเพดานโดยไม่ได้ตั้งใจ ฉะนั้นก่อนทาควรหาเทปกาวติดเพดานกันสีเลอะเอาไว้ก่อนทา หรือทาสีเฉพาะส่วนกลางผนังก่อน แล้วค่อยใช้แปรงหรือลูกกลิ้งทาสีผนังบริเวณที่ติดกับเพดานในแนวขวาง ก็จะทำให้งานออกมาเนี้ยบโดยไม่ต้องตามแก้ทีหลัง

4. ทาสีซ้ำหลายรอบเกินไป

         ในการทาสีเฟอร์นิเจอร์ไม้ ประตู หรือตู้ ควรทาสีเพียงรอบเดียว แล้วค่อยทาสีย้ำเฉพาะพื้นที่ที่ยังไม่โดนสีก็พอ และการทาในส่วนเล็ก ๆ แบบนี้ก็ไม่จำเป็นต้องจุ่มสีเพิ่มหากมีสีเดิมค้างอยู่ที่ขนแปรง ส่วนในกรณีที่จำเป็นต้องทาซ้ำควรรอบให้สีรอบแรกแห้งสนิทเสียก่อนแล้วค่อยลงสีเพิ่ม เพราะหากทำในขณะที่สีรอบแรกยังไม่แห้งดีจะทำให้เนื้อสีไม่เรียบ

5. เก็บสีไว้ในที่เย็น

         อุณหภูมิก็มีผลกับเนื้อสีเช่นกัน เช่น อากาศเย็นจะทำให้สีจับกันเป็นก้อน ดังนั้นหลังการใช้งานจึงควรเก็บไว้ในอุณหภูมิห้องปกติ และไม่ทาสีในวันที่อากาศเย็นเพราะความชื้นในอากาศจะทำให้สีแห้งยาก ในทางกลับกันหากทาสีในวันที่อากาศร้อนมาก ๆ จะทำให้สีแห้งเร็วจนอาจเกิดคราบและเกิดฟองอากาศ

6. ไม่ลอกสีเคลือบเงาก่อน

         บางคนอาจคิดว่าซื้อสีมาแล้วสามารถทาได้เลย สุดท้ายสีก็หลุดออกมาเป็นแผ่น ๆ จนต้องทาใหม่ ฉะนั้นจึงควรลอกสีเคลือบเงาโดยการขูดหรือใช้กระดาษทรายขัดออกก่อน หรือถ้าจะให้ดีก็ใช้น้ำยาลอกสีเคลือบผนังโดยเฉพาะ เพื่อให้สีที่ทาใหม่ติดแน่นทนนานไม่ต้องทาซ้ำบ่อย ๆ

7. ทาสีในที่สลัวหรือแสงน้อย

         การทาสีตอนเย็นหรือมีแสงน้อยนั้นถือว่าไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้ไม่เห็นความผิดพลาดและรอยต่าง ๆ ดังนั้นจึงควรเปิดหน้าต่างให้ผนังโดนแสงธรรมชาติระหว่างการทำงาน เพื่อให้เห็นเนื้อสีที่แท้จริงเห็นรอยตำหนิอย่างชัดเจน

8. เลือกสีไม่เหมาะกับพื้นที่

         ไม่ว่าฝีมือการทาสีของคุณหรือของช่างจะเทพขนาดไหน แต่ถ้าเลือกสีผิดผนังบ้านก็จะดูไม่น่ามองอยู่ดี ฉะนั้นหลีกเลี่ยงการใช้สีสะท้อนแสงหรือสีที่มีสารเคลือบเงากับบริเวณที่มีพื้นผิวไม่เรียบ เพราะจะยิ่งเป็นการเน้นให้ส่วนที่มีรอยตำหนิชัดขึ้น หรือถ้าสีใหม่ที่จะทานั้นเข้มกว่าสีเก่าให้ทาสีรองพื้นก่อน แต่หากไม่ควรทาสีเคลือบเงาทับผนังที่ทาสีเคลือบเงาไว้ก่อนหน้านี้ เพราะจะทำให้สีเพี้ยนและพังมาก

9. ลงสีทาไม้โดยไม่ผสมทินเนอร์

         ถ้าเป็นการทาสีผนังธรรมดานั้นไม่จำเป็นต้องใช้ทินเนอร์ก็ได้ แต่สำหรับเฟอร์นิเจอร์ไม้และตู้ต่าง ๆ จำเป็นต้องผสมทินเนอร์กับสีก่อนทา เพื่อลดความหนืดของเนื้อสี และทำให้สีทาง่ายและเรียบเนียนยิ่งขึ้น

10. ไม่ใช้สีกันคราบและความชื้น

         รอยด่างดำที่เกิดจากความชื้น อย่างเช่น คราบเชื้อรา ช่างเกะกะสายตาเสียจริง ๆ หลายคนเลยตัดสินใจทาสีใหม่เพื่อกลบคราบสกปรกที่แก้ไม่หาย แต่หากไม่แก้ที่ต้นเหตุสักวันก็เจอปัญหาแบบนี้อีกอยู่ดี โดยเฉพาะไม้ซึ่งเป็นวัสดุที่ไวต่อความชื้น ฉะนั้นหากเป็นไปได้ควรทาสีกันคราบและความชื้นรองพื้นก่อนที่จะทาสีจริง        

11. ไม่ติดเทปตามขอบประตูและหน้าต่าง

         การทาสีบริเวณตามขอบประตูและหน้าต่างนั้นต้องใช้ความระวังมากกว่าพื้นที่อื่น เพราะหากเผลออาจทำให้สีเลอะส่วนที่ไม่ต้องการจะทาได้ แถมบางพื้นที่อาจจะแก้ยากอีกต่างหาก ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้สีเปื้อนบริเวณอื่น ควรหาเทปกาวมาติดก่อนและลอกเทปหลังจากสีแห้ง จะได้ไม่ต้องปวดหัวเรื่องสีเปื้อนอีก

12. จุ่มแปรงลงถังสีทั้งอัน

         หลาย ๆ คนติดนิสัยชอบจุ่มขนแปรงลงถังสีทั้งหมด ซึ่งจริง ๆ แล้วการทาสีใช้แค่ส่วนปลายขนแปรงเท่านั้น แถมการทำแบบนี้ยังทำให้สีเลอะบริเวณรอบข้างอีกต่างหาก ฉะนั้นจุ่มสีแค่ส่วนปลายจนถึงกึ่งกลางก็พอ จะได้ไม่เปลืองสีโดยเปล่าประโยชน์ด้วย

         ถ้าใครที่กำลังวางแผนจะทาสีบ้านลองเอาวิธีที่เรานำมาฝากไปใช้กันได้นะคะ เพื่อสีทาบ้านที่อุตส่าห์ตั้งใจลงมือทำด้วยตัวเอง ออกมาจะได้สวยสมใจไร้รอยตำหนิราวกับมือโปรมาเอง !

เครดิตภาพ  https://home.kapook.com/view130971.html

Saturday, October 14, 2017

10 วิธีประหยัดพลังงานในบ้านแบบเห็นผลจริง




พลังงานเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่เยอะก็จริง แต่ถ้าเราไม่รู้จักใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด สักวันหนึ่งพลังงานที่เอื้ออำนวยให้เราได้รับความสะดวกสบายทุกวันนี้ ก็มีโอกาสที่จะหมดไปจากโลกเราได้ง่าย ๆ เหมือนกัน ซึ่งปัญหาแหล่งทรัพยากรลดลงอย่างต่อเนื่อง ก็เป็นประเด็นที่ผู้คนทั่วโลกให้ความสนใจไม่น้อย และหากคุณเองก็เป็นหนึ่งคนที่อยากจะประหยัดพลังงานกับเขาบ้าง ก็เริ่มได้ง่าย ๆ จากบ้านของเราเอง ซึ่งนอกจากจะได้ช่วยลดโลกร้อนแล้ว ยังส่งผลโดยตรงกับรายจ่ายประจำบ้าน ช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าไปได้อีกเยอะอย่างไม่น่าเชื่อเลยล่ะ ลองไปดูวิธีประหยัดพลังงานในบ้านกันนะคะ

1. ปรับอุณหภูมิแอร์อย่างเหมาะสม

          ตามสถิติการใช้ไฟของทุกบ้านจะเพิ่มสูงขึ้นในช่วงฤดูร้อน ซึ่งหลัก ๆ จะเกิดจากการเปิดใช้แอร์ที่มากขึ้นนั่นเอง และถึงแม้ว่าหลายคนจะรู้ดีอยู่แล้วว่า ควรจะปรับอุณหภูมิแอร์ให้อยู่ในระดับ 25 องศาเซลเซียส แต่บางครั้งความร้อนระอุของอากาศก็ทำให้เราเผลอลืมตัว ลดอุณหภูมิแอร์ลงอีกหน่อยอย่างช่วยไม่ได้ แต่ถ้าอยากจะประหยัดพลังงานจริง ๆ ต่อไปลองบังคับตัวเองให้เปิดแอร์ในอุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียสให้ได้ดีกว่านะ เพราะเพียงแค่นี้ก็ช่วยให้คุณลดการใช้พลังงานลงไปได้เยอะเชียวล่ะ

2. ลดการใช้แอร์

          นอกจากการปรับอุณหภูมิแอร์ให้ไม่ต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียสแล้ว เราก็ควรเลี่ยงการเปิดแอร์บ้าง อย่างวันไหนที่อากาศกำลังสบาย ไม่ร้อนจัดจนเกินไป เปิดแค่พัดลมและหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท ก็น่าจะพอเนอะ ยิ่งพอเข้าสู่หน้าหนาว อากาศเย็น ๆ อย่างช่วงนี้ คงไม่จำเป็นต้องเปิดแอร์สักเท่าไรเลย ก็ถือโอกาสใช้ช่วงเวลาหน้าหนาวให้เป็นประโยชน์ในการประหยัดไฟไปในตัว

3. ปิดก๊อกน้ำเมื่อไม่ใช้


          หลายคนชอบให้น้ำอุ่น ๆ ไหลผ่านตัวอย่างสม่ำเสมอในเวลาอาบน้ำ เพราะมันให้ความรู้สึกผ่อนคลายสบายตัวสุด ๆ แต่รู้ไหมคะว่า การเปิดน้ำทิ้งขว้างเกินความจำเป็นอย่างนั้น จะทำให้เราเสียพลังงานน้ำไปเท่าไร โดยเฉพาะคนที่ชอบเปิดก๊อกน้ำทิ้งไว้ตลอด แม้ขณะยืนแปรงฟัน หรือตอนกำลังล้างจานอยู่ก็ตาม คงได้ตกใจกับบิลค่าน้ำปลายเดือนอย่างไม่ต้องสงสัยเลยนะจ๊ะ

4. ถอดปลั๊กไฟทุกครั้งหลังใช้งาน


          เพียงแค่ปิดสวิตช์เครื่องใช้ไฟฟ้า ก็ไม่ได้หมายความว่ากระแสไฟจะไม่ไหลเวียนผ่านเครื่องใช้ไฟฟ้าของคุณนะคะ ดังนั้นหากคุณไม่ได้ถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกครั้งหลังใช้งาน ก็จะเท่ากับว่า คุณเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นนั้นให้ทำงานอยู่ตลอดเวลา และแม้จะกินไฟไม่เท่าตอนเปิดใช้งานเครื่องจริง ๆ แต่เพียงแค่เสียบปลั๊กทิ้งไว้ ก็สูญเสียพลังงานไฟฟ้าไปได้ถึง 0.002 กิโลวัตต์/ ชั่วโมงเลยล่ะ

  5. อาบน้ำเย็นเแทนน้ำอุ่น

          ต้องยอมรับว่าการอาบน้ำอุ่น ช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลายได้มากจริง ๆ หลายคนก็เลยติดใจ ต้องอาบน้ำอุ่นทุกครั้ง แม้วันนั้นอากาศจะร้อนมากแค่ไหนก็ตาม แต่รู้ไหมคะว่า แค่คุณเลี่ยงการใช้น้ำอุ่น หรือแค่ลดอุณหภูมิน้ำอุณให้เย็นลงสักนิด ก็สามารถประหยัดไฟได้ไม่น้อยเลยทีเดียว ที่สำคัญหากเปลี่ยนใจมาอาบน้ำเย็นได้ ผิวพรรณของคุณก็จะดูชุ่มชื้นขึ้น ร่างกายก็จะได้ความสดชื่นอีกด้วยนะ

6. ติดม่านป้องกันความร้อน

          โชคดีที่เรายังมีม่านหน้าต่าง สำหรับกันแสงแดด และความร้อนเข้าบ้านอยู่บ้าง เวลากลางวันบ้านจะได้ไม่โดนแดดส่องมากจนเกินไป จนทำให้บริเวณภายในบ้านสะสมความร้อนระอุเอาไว้ ลดการทำงานของแอร์ลงไปได้อีก นอกจากนี้วันไหนที่อากาศค่อนข้างหนาวเย็น ก็สามารถรูดม่านมาเปิดลมเย็น ๆ จากภายนอกได้ด้วย อ้อ ! รวมทั้งวันไหนที่คุณต้องการแสงสว่างในบ้านมาก ๆ เพียงแค่เปิดม่าน ปรับแสงให้ส่องเข้ามาในบ้านของเรามากขึ้น ก็ช่วยให้เราไม่ต้องเปิดโคมไฟในบ้านอีกด้วยจ้า

7. ซักผ้าด้วยระบบน้ำเย็น

          เครื่องซักผ้าส่วนใหญ่มักจะมีระบบซักด้วยน้ำร้อนพ่วงมาด้วย เพื่อการันตีว่าการซักผ้าของเราจะสะอาด ปราศจากเชื้อโรคได้มากที่สุด แต่ถ้าคุณไม่ได้ไปคลุกฝุ่น ลุยโคลนที่ไหน ก็ใช้น้ำยาซักผ้าธรรมดา และซักผ้าด้วยระบบน้ำอุณหภูมิปกติก็เพียงพอให้ผ้าสะอาดหมดจดแล้วล่ะ แต่ถ้าอยากฆ่าเชื้อโรคแนะนำให้เทน้ำส้มสายชูลงไปผสมกับน้ำยาซักผ้าสัก 1 ถ้วยตวง รับรองว่าเชื้อโรคสลายตัวแน่ ๆ

8. เลี่ยงการอบผ้า

          ในวันที่แดดจัด อากาศก็ร้อน หรือในช่วงหน้าหนาวที่อากาศแห้ง ๆ แบบนี้ เราไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องอบผ้าให้เปลืองไฟเลยด้วยซ้ำ เพียงแค่ซักผ้าตามระบบปกติ แล้วนำผ้าไปตากให้ที่แจ้ง ให้แดดและลมทำหน้าที่ดูดซับความชื้นจากเสื้อผ้าออกไปจนแห้งสนิทก็พอแล้ว

9. เลือกใช้หลอดประหยัดไฟ

          หากในบ้านของคุณยังคงใช้หลอดไฟแบบธรรมดา ไม่ได้มีฉลากประหยัดไฟ คงต้องลงทุนเปลี่ยนหลอดไฟเป็นแบบฟลูออร์เรสเซ้นส์แล้วล่ะ เพราะหลอดไฟแบบประหยัดไฟ ให้แสงสว่างพอ ๆ กับหลอดไฟธรรมดา แต่ไม่ทำให้เปลืองไฟนะจ๊ะ

10. ล้างฟิลเตอร์แอร์และพัดลมฟอกอากาศเสมอ

          สำหรับบ้านที่มีเครื่องปรับอากาศ ควรต้องถอดฟิลเตอร์แอร์ออกมาล้างทำความสะอาดบ่อย ๆ เพราะถ้าปล่อยให้ฝุ่นละอองสะสมอยู่ในฟิลเตอร์อย่างนั้น จะทำให้แอร์ทำงานหนักมากขึ้น เปลืองไฟอย่างใช่เหตุ นอกจากนี้ควรถอดพัดลมฟอกอากาศมาล้างด้วย ลมเย็น ๆ จะได้พัดผ่านเข้ามาในบ้านเราได้อย่างสะดวก


          จริง ๆ แล้วยังมีวิธีประหยัดพลังงานอีกมากมายที่เราสามารถทำได้ อย่างเช่น เดินขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟต์ หรือใช้จักรยาน และใช้บริการรถสาธารณะแทนการขับรถส่วนตัว แต่บางอย่างก็ต้องยอมรับว่า ค่อนข้างลำบากที่จะทำ ดังนั้นวิธีประหยัดพลังงานที่เราแนะนำ ก็น่าจะเป็นเรื่องพื้นฐานที่ปฏิบัติตามได้ง่าย ๆ เนอะ

Tuesday, September 26, 2017

นี่แหละของชอบ !! 10 จุดล่อแมลงเข้ามาหากินและทำรังในบ้าน




         ถ้าไปตรงไหนก็เจอแต่แมลงที่ไม่ได้รับเชิญเข้ามาทำรังในบ้าน อาจมีต้นเหตุมาจาก 10 จุดนี้ ที่เป็นตัวล่อแมลงเข้ามาในบ้าน มาหาวิธีป้องกันก่อนแมลงยึดบ้านกันเถอะ

          ไม่ว่าจะเป็นแมลงมีพิษหรือไม่มีพิษ ก็สร้างความรำคาญให้ไม่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นยุง แมลงหวี่ แมลงวัน แมลงเม่า แมลงสาบ และแมลงอื่น ๆ อีกหลายชนิด ถ้าไม่อยากเห็นสัตว์ตัวเล็ก ๆ แบบนี้วนเวียนวุ่นวายในบ้าน เช่น เข้ามาหาอาหารกินหรือทำรัง หมั่นดูแลบ้านโดยเฉพาะ 10 จุดนี้ให้ดี เพราะเป็นจุดสำคัญที่ล่อแมลงเข้ามาในบ้านมากกว่าจุดอื่น ๆ ตอนนี้มาหาทางป้องกันไปพร้อม ๆ กันเลย

1. รอยร้าว

          ควรรีบซ่อมและอุดรอยรั่วในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นรอยแตกบนผนังหรือแม้กระทั่งรอยร้าวเล็ก ๆ บนกระจกหน้าต่างกับประตู ก็ล้วนเป็นช่องที่เปิดทางให้แมลงเข้ามาทำรังในบ้านทั้งนั้น

2. แอ่งน้ำ

          แหล่งน้ำขังนี่แหละที่ทำให้เหล่ายุงร้ายยกทัพเข้ามาอยู่ในบ้านโดยไม่ได้รับเชิญ เช่น การสำรองน้ำประปาในถังแต่ไม่ปิดฝา รางน้ำฝน รวมไปถึงถ้วยใส่น้ำดื่มของสัตว์เลี้ยง แต่การกำจัดนั้นง่ายนิดเดียว แค่หมั่นเปลี่ยนน้ำสัปดาห์ละครั้งหรือโรยเกลือในแอ่งน้ำที่ไม่สามารถระบายออกได้ นอกจากนี้ก็คอยสังเกตและเทน้ำขังตามจุดต่าง ๆ ที่ไม่ได้ใช้ออกไปด้วย

3. เตาปิ้ง

          ปาร์ตี้ปิ้งย่างอาจไม่ใช่เรื่องสนุก เพราะมดหลายร้อยตัวจะเข้ามาหากินตามเศษอาหารที่ติดอยู่ตามจาน-ชามและตะแกรงเตาปิ้ง หากไม่รีบเก็บกวาดทำความสะอาดอุปกรณ์ เครื่องใช้ และสถานที่ให้เรียบร้อยหลังใช้งาน  

4. ลังกระดาษ

          ไม่ใช่แค่ปลวกเท่านั้นที่จะยกทัพมากินลังกระดาษและของข้างใน เพราะแมลงสาบและแมลงสามง่าม (Silverfish) ก็อยากเข้ามาทำรังด้วยเหมือนกัน หากไม่จำเป็นก็เปลี่ยนมาใช้กล่องพลาสติกกันเถอะ 

5. ไฟหน้าบ้าน

          แม้ไม่ใช่จุดที่พบเห็นแมลงมาทำรังบ่อย ๆ แต่แสงไฟก็เป็นตัวเชื้อเชิญให้แมลงเข้ามาเล่นไฟและเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ นั่นก็คือ ยุงและแมลงที่ชอบเล่นไฟ เช่น แมลงเม่า ดังนั้นควรติดไฟให้ห่างจากตัวบ้านหรือเปลี่ยนมาใช้หลอดไฟกันแมลง ก็จะช่วยป้องกันปัญหาได้

6. แหล่งความชื้นสูง

          ช่วงฤดูฝนต้องระวังเป็นพิเศษ ตรงไหนมีน้ำรั่ว น้ำขัง หรือความชื้นสูงควรรีบทำความสะอาดและเช็ดให้แห้ง หากพบรอยน้ำรั่วตามท่อก็ซ่อมให้เรียบร้อย ก่อนที่จะกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์แมลงและจุดก่อตัวของเชื้อรา

7. ถังขยะ

          จริง ๆ แล้วถังขยะไม่ใช่ต้นเหตุโดยตรง แต่กลิ่นเหม็นที่โชยออกไปต่างหากคือตัวการสำคัญ จึงควรวางถังขยะไว้นอกบ้าน เพื่อป้องกันไม่ให้กลายเป็นแหล่งอาหารของแมลงตั้งแต่เนิ่น ๆ แล้วหมั่นล้างถังขยะให้สะอาดและทำให้แห้งสนิททั้งด้านนอก-ด้านใน

8. หน้าต่างและประตู

          แมลงอาจจะเข้ามาได้ตอนที่เปิดประตูหรือหน้าต่างทิ้งไว้ มีมุ้งลวดปิดอีกชั้นจะดีกว่า เพราะอย่างน้อยลมก็สามารถพัดเข้ามาได้ นอกจากนี้ประตูและหน้าต่างควรมีขนาดที่พอเหมาะเปิด-ปิดพอดีกับกรอบ ไม่ผิดรูป บิดเบี้ยว โค้งงอ มีรอยหรือรูที่ให้แมลงเดินผ่านได้

9. ผลไม้

          ผลไม้ที่ไม่ได้นำไปแช่ตู้เย็นหรือเก็บในภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด หากวางไว้ด้านนอกนาน ๆ จะปล่อยก๊าซเอทิลีน (ethylene) ซึ่งเป็นก๊าซที่ล่อแมลงหวี่เข้ามา จึงควรกินให้หมดหรือนำไปทิ้งก่อนผลไม้จะเน่า

10. ของใช้สัตว์เลี้ยง


          นอกจากเห็บหมัดบนตัวสัตว์เลี้ยงที่ต้องระวังแล้ว ควรหมั่นดูแลและทำความสะอาดของใช้ของสัตว์เลี้ยงเป็นประจำเพื่อป้องกันการเกิดกลิ่น ส่วนอาหารสัตว์เลี้ยงก็นำไปเก็บไว้ในที่แห้งและมีฝาปิดมิดชิด

          ตอนนี้ก็รู้กันแล้วว่ามีจุดไหนบ้างที่ล่อแมลงเข้ามาหากินและทำรังในบ้าน อย่าลืมหมั่นดูแล ทำความสะอาด และซ่อมแซมให้เรียบร้อย ก่อนที่สัตว์ตัวเล็ก ๆ เหล่านี้จะพากันมาอาศัยในบ้านทั้งฝูง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก housebeautiful, abchomeandcommercia, rovepestcontrol และ thoughtco
https://home.kapook.com/view173825.html

Thursday, September 14, 2017

10 วิธีดับกลิ่นสีทาบ้าน พอกันทีกลิ่นเหม็นจนมึน !




         วิธีดับกลิ่นสีทาบ้าน ที่มีกลิ่นรุนแรงแถมยังเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ลองมาดูวิธีดับกลิ่นสีทาบ้านแล้วรีบบอกลากลิ่นเหม็นกันด่วน

          ใครที่ทาสีบ้านใหม่คงต้องปวดตัวกับปัญหากลิ่นสีติดบ้านแน่ ๆ  ซึ่งกลิ่นสีเหล่านี้อันตราย เพราะอาจทำให้เวียนหัว คลื่นไส้ หรือถึงขั้นอาเจียนได้ วันนี้กระปุกดอทคอมจึงมี วิธีดับกลิ่นสีทาบ้าน ด้วยวิธีธรรมชาติมาฝาก เอาไว้ใช้หลังจากเปิดหน้าต่างหรือเป่าพัดลมเพื่อระบายอากาศแล้วแต่ยังไม่ได้ผล ลองมาเก็บไอเดียกำจัดกลิ่นสีเหล่านี้กันดู รับรองว่าจะช่วยสยบกลิ่นแถมปลอดภัยต่อทุกคนในบ้านอีกด้วยค่ะ

1. หัวหอม

          รู้หรือไม่ว่าพืชกลิ่นฉุนชนิดนี้ช่วยกำจัดกลิ่นสีทาบ้านได้ เพียงแค่ผ่าหัวหอมออกเป็น 4 ส่วน หรือหากเป็นหอมแดงลูกเล็กก็ทุบแล้วใส่ภาชนะวางกระจายไว้ทั่วห้อง หัวหอมจะมีคุณสมบัติดูดกลิ่นที่ติดบ้านให้หายเกลี้ยง หรือจะใช้มะกรูดก็ให้ผลดีเช่นเดียวกันจ้า

2. กากกาแฟ

          กากกาแฟที่เหลือจากตอนเช้าอย่าเพิ่งทิ้ง เพียงนำใส่ถ้วยเล็ก ๆ แล้ววางไว้รอบ ๆ ห้อง กากกาแฟจะช่วยดูดกลิ่นฉุนของสีทาบ้านให้หมดไป เหลือไว้แต่กลิ่นหอม ๆ ของกาแฟที่ชวนให้สดชื่น

3. น้ำส้มสายชู

          อย่างที่รู้กันว่าน้ำส้มสายชูเป็นผู้ช่วยทีเด็ดในการกำจัดกลิ่นอยู่แล้ว ดังนั้นให้เทน้ำส้มสายชูกลั่นใส่ถ้วย แล้ววางไว้รอบห้อง กลิ่นสีทาบ้านที่เคยกวนใจก็จะจางหายลงไปได้

4. ถ่าน

          ถ่านก็เป็นผลิตภัณฑ์ทางธรรมชาติอีกชนิด ที่มีคุณสมบัติในการกำจัดกลิ่น เพียงแค่นำถ่านมาบดเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วใส่ภาชนะวางไว้ในห้อง 1 คืน ตื่นเช้ามากลิ่นก็เบาบางลง หรือหายจนหมดได้ไม่ยาก

5. กลิ่นวานิลลา หรือตะไคร้หอม

          กลิ่นที่กล่าวมานี้นอกจากจะช่วยผ่อนคลาย ยังสามารถกำจัดกลิ่นสีได้ด้วย วิธีการคือให้หยดน้ำมันหอมกลิ่นวานิลลา หรือตะไคร้หอม ลงบนสำลีแบบก้อนกลม แล้วใส่ลงในชามที่เติมน้ำสะอาดก่อนวางไว้ทั่วห้อง เพียงเท่านี้กลิ่นสีทาบ้านก็จะหายไป เหลือไว้แต่กลิ่นหอม ๆ ชวนให้อารมณ์ดี

6. เทียน

          จุดเทียนแล้วตั้งไว้ในห้องสัก 2-3 เล่ม เทียนจะช่วยกำจัดกลิ่นสีให้หายไปอย่างได้ผล โดยแนะนำให้ตั้งเทียนดังกล่าวไว้ในจานที่ใส่น้ำ เพื่อป้องกันอันตรายจากการไหม้ รวมถึงอย่าลืมป้องกันเด็กและสัตว์เลี้ยงไม่ให้เข้าไปใกล้ด้วยจ้า

7. มะนาว

          เชื่อว่าหลายบ้านต้องมีมะนาวติดตู้เย็นไว้แน่ ๆ เพียงแค่นำมะนาวประมาณ 10 ลูก มาฝานเป็นแผ่นบาง ๆ แล้วใส่ภาชนะแล้วตั้งทิ้งไว้ให้ทั่วห้องสัก 2-3 วัน เพียงเท่านี้กลิ่นสีทาบ้านก็จะจางลงอย่างรวดเร็ว เพราะมะนาวไปช่วยดูดกลิ่นฉุน และคืนสภาพห้องให้เหมือนเดิมนั่นเอง

8. เบกกิ้งโซดา

          นี่คืออีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่เป็นมือฉมังในการกำจัดกลิ่น โดยเทเบกกิ้งโซดาใส่ถ้วยแล้ววางไว้ทั่วห้อง หรือหากบ้านไหนปูพรม ก็แนะนำให้โรยให้ทั่ว ๆ พรมแล้วทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง พอตอนเช้าก็ใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดออก วิธีนี้นอกจากจะช่วยกำจัดกลิ่นสีแล้ว ยังทำความสะอาดและกำจัดกลิ่นบนพรมไปในตัวด้วย

9. สับปะรด

          หั่นสับปะรดสุกออกเป็นแว่นหนา ๆ แล้ววางไว้หลาย ๆ จุดรอบห้อง สับปะรดไปช่วยดูดกลิ่นสีทาบ้านอย่างได้ผล เพียงแต่ต้องระวังมดจะยกขบวนกันเข้ามาด้วย ดังนั้นแนะนำให้ใส่ไว้ในภาชนะหล่อน้ำดีที่สุด

10. น้ำเปล่า


          วิธีนี้ง่ายสุด ๆ เพียงแค่เติมน้ำเปล่าลงในถัง แล้วตั้งไว้รอบ ๆ ห้อง น้ำเปล่าก็จะช่วยดูดกลิ่นให้หายไปได้ เพียงแต่วิธีนี้อาจจะไม่ได้ผลดีเท่าวิธีอื่น แต่ถ้าเรื่องความปลอดภัยก็ชนะขาดเลย เอาไว้เป็นทางเลือกหากไม่สะดวกใช้ตัวเลือกอื่นแล้วกัน


          ได้ไอเดียไปแล้วก็ลองทำตามกันดูนะคะ โดยพยายามใช้วิธีเหล่านี้ทันทีที่ทาสีบ้านเสร็จ เพราะหากปล่อยไว้นานก็มีโอกาสที่กลิ่นสีจะติดเฟอร์นิเจอร์จนกำจัดได้ยากขึ้น เพียงเท่านี้ปัญหากลิ่นทาบ้านที่เคยกวนใจจะหมดไปเร็วไวแน่นอน

https://home.kapook.com/view110168.html