Sunday, May 17, 2020
10 วิธีดูแลหลังคาบ้านให้ใช้งานได้นาน ๆ
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
เชื่อว่าหลายคนไม่เคยสังเกตหลังคาบ้านของตัวเองว่าชำรุดทรุดโทรม หรือเป็นรูรั่วตรงไหนหรือไม่ ด้วยความที่การเช็กหลังคาเป็นเรื่องยุ่งยาก ต้องเช็กทั้งด้านนอกและด้านใน อีกทั้งหลังคาก็อยู่สูงและเป็นสิ่งที่ไม่ได้สังเกตเห็นได้ง่ายในทุก ๆ วัน ดังนั้นจึงไม่ค่อยมีใครดูแลรักษาหลังคาจนกว่าจะถึงวันที่ฝนตก น้ำรั่ว นั่นแหละจึงจะขึ้นไปดูแลซ่อมแซมมัน ถ้าอย่างนั้นมัวรออะไรอยู่คะ มาดูวิธีดูแลหลังคาบ้านให้ใช้งานได้นานไร้ปัญหารบกวนแล้วลองลงมือทำตามกันเถอะค่ะ
1. เริ่มจากการตรวจเช็กดูด้านในก่อน ว่ากระเบื้องหลังคาแผ่นไหนมีสภาพทรุดโทรมและกระเบื้องใกล้หลุดแล้วบ้าง จากนั้นให้รีบซ่อมแซมหรือเปลี่ยนใหม่
2. ตรวจเช็กดูว่าตรงไหนมีรูรั่วที่น้ำสามารถลอดผ่านได้บ้าง จะได้อุดรอยรั่วได้ทันท่วงที เพื่อป้องกันน้ำหยดเวลาฝนตก
3. ตรวจเช็กดูคราบสกปรก รอยด่างต่าง ๆ ที่ติดอยู่ตามกระเบื้อง หากมีคราบฝังแน่นเหล่านั้น ให้หาทางขจัดออกให้มากที่สุด หลังคาจะได้ดูใหม่ขึ้น
4. ตรวจเช็กดูว่าหลังคามีรูโบ๋ตรงไหน ที่แสงแดดจากด้านนอกสามารถสาดส่องเข้ามายังตัวบ้านได้บ้าง แล้วจัดการอุดรอยโบ๋ หรือเปลี่ยนแผ่นใหม่
5. ขึ้นไปตรวจหลังคาด้านนอกด้วยความระมัดระวัง แล้วใช้สายตากวาดดูรอบ ๆ ว่ามีกระเบื้องหลังคาแผ่นไหนแตก, เป็นรูรั่ว และอันไหนกระเบื้องหลังคาหายไปบ้าง จะได้จัดแจงซ่อมแซม หรือเปลี่ยนใหม่ได้ตรงจุด
6. เช็กดูว่ากระเบื้องหลังคาแผ่นไหนที่เริ่มหลุด ไม่ติดแน่นแล้ว โดยเฉพาะรอบ ๆ ปล่องช่องลม และ แถว ๆ ท่อน้ำ เป็นต้น เพื่อแก้ไขก่อนที่แผ่นหลังคาจะร่วงหล่นลงมา จนเกิดอุบัติเหตุกับคนในบ้าน
7. ระวังก้อนกรวดเล็ก ๆ จะเข้าไปอุดในท่อน้ำมากเกินไป จะเกิดปัญหาท่อระบายน้ำฝนอุดตันได้ อย่าลืมตรวจเช็กความเรียบร้อยของท่อน้ำไม่ให้มีเศษใบไม้ลงไปคาอยู่ด้วยนะคะ
8. ตรวจเช็กดูว่าตรงส่วนไหนมีความชื้น ผุพัง หรือมีเชื้อราบ้าง ถ้าปล่อยให้กระเบื้องหลังคาเปียกชื้นมาก ๆ เข้า จะทำให้เชื้อรา และแบคทีเรียสามารถเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วในเวลา 1-2 วัน จะยิ่งทำให้แก้ปัญหาลำบากเข้าไปอีก
9. สิ่งสำคัญที่ไม่ควรลืม คือการตรวจสอบที่ระบายน้ำ โดยต้องให้ท่อระบายน้ำกับหลังคาเชื่อมติดกันอย่างมั่นคงแข็งแรง เพื่อไม่ให้เกิดน้ำรั่วออกมานอกท่อ
10. อย่าเช็กหลังคาแค่เฉพาะส่วนที่คุณใช้เวลาตรงนั้นบ่อย ๆ ให้เช็กดูความเรียบร้อยของหลังคาตรงห้องน้ำ ห้องครัว และตรงช่องระบายอากาศให้เรียบร้อยด้วย เมื่อเจอข้อบกพร่องตรงไหนของหลังคาให้รีบจัดการให้เรียบร้อย จะช่วยให้การดูแลหลังคาง่ายยิ่งขึ้น ไม่ควรรอจนกว่าจะถึงวันที่มีปัญหา จะทำให้การซ่อมหลังคาในวันนั้นยุ่งยากมากกว่าเดิม
การตรวจเช็กหลังคาบ้านควรทำปีละ 2 หน ช่วงเวลาที่ดีคือช่วงก่อนเข้าหน้าฝน และช่วงหลังหน้าฝน เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำฝนหยดเข้ามาในตัวบ้านได้ถ้าหากหลังคารั่ว ดูแลรักษาหลังคาให้ดี จะช่วยลดปัญหาต่าง ๆ ภายในบ้านได้อีกเยอะ ลองนำวิธีดี ๆ ที่นำมาฝากในวันนี้ไปใช้กันนะคะ แล้วจะรู้ว่าการดูแลหลังคาบ้านไม่ใช่เรื่องยากเลยค่ะ
https://home.kapook.com/view77119.html
เครดิตภาพ https://www.pinterest.com/pin/717690890605985451/
Saturday, May 16, 2020
ทำความสะอาดบ้านให้ปลอดภัย เอาใจคนรักสัตว์
เหตุผลหลัก ๆ ที่เราทำความสะอาดบ้าน นอกจากเพื่อให้บ้านมีสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่อาศัยแล้ว ก็ยังเพื่อสร้างสุขอนามัยที่ปลอดภัยกับคนในบ้านด้วย ยิ่งสำหรับคนที่มีสัตว์เลี้ยงแสนรักอยู่ในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นสุนัข หรือน้องเหมียว คงต้องเพิ่มความสะอาด และความปลอดภัยในบ้านเพื่อสัตว์เลี้ยงเหล่านี้ด้วย ซึ่งหากว่าคุณยังไม่รู้จะจัดการทำความสะอาดบ้านยังไง ให้ปลอดภัยกับทั้งคนและสัตว์เลี้ยง ก็ลองมาดูเคล็ดไม่ลับเหล่านี้ แล้วนำไปใช้ให้ถูกวิธีกันนะคะ
1. เลี่ยงน้ำยาทำความสะอาดที่ผสมน้ำมันหอมระเหย
แม้ว่าน้ำยาทำความสะอาดสูตรธรรมชาติ จะไร้สารเคมี และดูปลอดภัยกับสุขภาพของคน แต่กลับมีอันตรายกับสัตว์เลี้ยงสี่ขาของเราพอสมควร โดยเฉพาะน้ำยาทำความสะอาดที่มีส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหย (Essential Oils) กลิ่นส้ม ไซรตรัส และกลิ่นผลไม้ชนิดอื่น ๆ ดังนั้นทำความสะอาดบ้านครั้งต่อไป ก็พยายามหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดประเภทนี้ด้วยนะคะ
2. ใช้น้ำยาถูพื้นที่ไม่มีฤทธิ์รุนแรง
มีหลายต่อหลายเสียงที่บอกว่า บ้านที่มีสัตว์เลี้ยงไม่ควรใช้น้ำยาถูพื้น เนื่องจากหากน้องหมา น้องแมว เผลอไปเลียพื้นที่เพิ่งถูเสร็จหมาด ๆ อาจโดนพิษของสารเคมีในน้ำยาถูพื้นทำอันตรายเอาได้ แต่จริง ๆ แล้วทางผู้เชี่ยวชาญ (Pet Poison Helpline) ก็เผยว่า ยังไม่ปรากฎหลักฐานที่แน่ชัดสักรายว่า น้ำยาถูพื้นส่งผลให้น้องหมาน้องแมวเจ็บป่วยถึงแก่ชีวิต แต่เราควรเลือกแบบที่ไม่มีสารรุนแรงในน้ำยาจะดีกว่านะคะ
3. เก็บน้ำยาทำความไว้ในที่ปลอดภัย
ไม่ว่าจะเป็นคน หรือสัตว์ หากกลืน หรือดมกลิ่นน้ำยาทำความสะอาดสารพัดชนิดในปริมาณที่เข้มข้น ก็มีสิทธิ์เวียนหัว อาเจียน และท้องร่วงได้ ดังนั้นหลังจากทำความสะอาดบ้านเรียบร้อยแล้ว ก็ควรเก็บน้ำยาเช็ดกระจก น้ำยาถูพื้น น้ำยาทำความสะอาดอเนกประสงค์ไว้ในที่ปลอดภัย ห่างจากเด็ก และไม่มีโอกาสตกแตก หรือรั่วไหลเด็ดขาดด้วยนะจ๊ะ
4. แขวนกรงนกไว้ให้ห่างตัวบ้าน
ลักษณะทางกายภาพของนกค่อนข้างแตกต่างจากสัตว์เลี้ยง เช่น หมา หรือแมว เพราะนกเป็นสัตว์ปีกที่สามารถบินไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระ ที่สำคัญในตัวนกเองก็ไม่มีปอด แต่จะมีถุงลม (Air Sac) ทำหน้าที่แทนปอด ซึ่งถุงลมที่ว่านี้ไม่มีความสามารถมากพอจะคัดกรองสารพิษที่นกสูดดมได้ ดังนั้นบ้านไหนที่เลี้ยงนก ควรจะขยับกรงนกออกไปให้ห่างตัวบ้าน เพื่อให้นกปลอดภัยจากกลิ่นสี กลิ่นน้ำยาทำความสะอาด และกลิ่นเผาไหม้จากกระทะเทฟรอนในระหว่างที่คุณทำอาหารด้วย
5. เก็บเครื่องปรุงรสในภาชนะที่มีฝาปิด
หลายคนอาจจะไม่ทราบว่า เครื่องปรุงรสอย่างกระเทียม หัวหอม ถั่ว และผลไม้อย่างองุ่น และลูกเกด สามารถก่อให้เกิดโรคไตวายในสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระเทียมและหัวหอม ที่ส่งผลให้สัตว์เลี้ยงเกิดโรคโลหิตจางขั้นรุนแรงได้เลย รวมทั้งถั่วทุกชนิดก็อาจทำให้น้องหมา น้องแมวเกิดภาวะอัมพาตชั่วคราวได้ด้วย ฉะนั้นคุณจึงต้องเก็บอาหาร และเครื่องปรุงรสเหล่านี้ด้วยความระมัดระวัง หากสามารถบรรจุไว้ในภาชนะที่มีฝาปิดแน่นหนาได้ก็จะดีมาก
6. แยกเก็บอาหารและยาของสัตว์เลี้ยง ให้ชัดเจน
กรณีหยิบอาหารและยาผิดประเภท หรือสลับกันกินเคยเกิดขึ้นบ่อย ๆ ซึ่งต้องบอกว่าเป็นความสะเพร่าที่น่ากังวลเป็นอย่างยิ่งเลยทีเดียว เนื่องจากหากคุณหยิบยาสำหรับสัตว์เลี้ยงมาให้ลูกรักกิน หรือหยิบยาของคนไปป้อนหมา และแมว โอกาสที่เด็ก และสัตว์เลี้ยงจะแพ้ยาก็มีสูงมาก แถมบางรายยังอาจถึงขั้นหายใจหอบ รวมทั้งขนหลุดร่วงหมดตัวได้เลยนะ และเพื่อเลี่ยงเหตุผิดพลาดเช่นนี้ ก็ควรจัดเก็บยาของสัตว์เลี้ยงและคนแยกออกจากกันอย่างชัดเจนที่สุด
7. อย่าให้สุนัขเฉียดใกล้ต้นปาล์ม
สำหรับบ้านที่มีสวน และปลูกต้นปาล์มไว้หลายต้น อาจจะต้องสร้างรั้วกั้นสุนัขไม่ให้มาวิ่งเล่นเพ่นพ่านแถวต้นปาล์มสักหน่อยแล้วล่ะ เพราะว่าต้นปาล์มกับสุนัขไม่ค่อยถูกกันเท่าไร หากน้องหมาของเราเผลอไปเคี้ยวลูกปาล์มขึ้นมา อาจจะเสี่ยงเป็นโรคตับล้มเหลวได้เลยทีเดียว
8. ระวังน้องแมวอย่าให้เล่นดอกลิลลี่
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ดอกลิลลี่เป็นดอกไม้ที่สวยมาก ๆ แต่หากบ้านคุณมีเจ้าเหมียวอาศัยอยู่ด้วย ก็ไม่ควรปลูกดอกลิลลี่ หรือนำดอกลิลลี่มาปักแจกันแต่งบ้านโดยเด็ดขาด เนื่องจากในดอกลิลลี่มีสารพิษชนิดหนึ่งที่สามารถฆ่าน้องเหมียวของเราให้สิ้นชีพได้ง่าย ๆ ขนาดแค่แมวกินน้ำในแจกันที่ปักดอกลิลลี่อยู่ ก็อาจทำอันตรายถึงชีวิตได้เลยล่ะค่ะ
9 .ตรวจเช็กถังซักผ้าก่อนปั่นน้องแมวไปด้วย
ทาสแมวทุกคนน่าจะรู้ดีว่า เจ้าเหมียวของเราโปรดปรานพื้นที่อุ่น ๆ มากแค่ไหน ยิ่งมีที่กำบังด้วยแล้วยิ่งชอบใจมาก ๆ แม้แต่ในถังซักผ้าของเครื่องซักผ้าเองก็ไม่เว้น ดังนั้นหากคุณเป็นคนที่ชอบโยนเสื้อผ้าใส่แล้วลงไปค้างไว้ในเครื่องซักผ้าเสมอ ๆ ก่อนเดินเครื่องซักผ้าก็น่าจะต้องใช้มือควาน ๆ ลงไปในถังซักสักนิด เพื่อตรวจสอบว่า มีเจ้าเหมียวนอนซุกตัวอยู่ในถังซักผ้าบ้างหรือเปล่า ไม่เช่นกันอาจเกิดเหตุสลดใจ ปั่นซักน้องเหมียวไปด้วย
10. ดูดฝุ่นพรมบ่อย ๆ ป้องกันภูมิแพ้
น้องหมา น้องแมว เห็นพื้นพรมเป็นไม่ได้ ต้องเข้ามานอนเกลือกกลิ้งผืนพรมบ่อย ๆ โดยเฉพาะแมวที่ชอบฝนเล็บกับพรม และโซฟาของเรามาก ๆ ฉะนั้นหากคุณเองก็มีลูกน้อยวัยกำลังคลาน ก็ควรต้องทำความสะอาดพื้นพรม และโซฟาบ่อย ๆ โดยดูดฝุ่นอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งก็ได้ หรือถ้าขยันหน่อยจะดูดฝุ่นทุกวันก็ยิ่งดีค่ะ เด็ก ๆ จะได้ไม่เสี่ยงเป็นโรคภูมิแพ้จากขนสัตว์
สัตว์เลี้ยงก็เปรียบเสมือนสมาชิกในครอบครัวของเราเช่นกัน ดังนั้นเราก็ต้องดูแลเขาให้ดีที่สุด และหากว่าคุณเองก็มีสัตว์เลี้ยงอยู่ในบ้าน ก็อย่าลืมดูแลบ้านให้ปลอดภัยทั้งกับคนและสัตว์เลี้ยงด้วยนะจ๊ะ
https://home.kapook.com/view80473.html
เครดิตภาพ https://www.pinterest.com/pin/414542340703707370/
Friday, May 15, 2020
10 เทคนิคดูแลบ้านหน้าฝน
10 เทคนิคดูแลบ้านหน้าฝน (momypedia)
แม้ปีนี้ฤดูฝนบ้านเจะมาช้าสักหน่อย แต่ดูท่าว่าจะกินระยะเวลายาวทีเดียว และที่แตกต่างจากทุก ๆ ปี คือนอกจากฝนตกชุกแล้วยังมาพร้อมกับพายุลมแรง ซึ่งอาจก่อความเสียหายให้บ้านหลังงามของคุณได้ เพื่อป้องกันปัญหาต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น เราจึงมีเทคนิคดูแลบ้านในช่วงหน้าฝนอย่างง่าย ๆ มาฝาก รับรองว่าไม่เหลือบ่ากว่าแรงคุณสาว ๆ แน่นอน
1. หมั่นเช็กการรั่วซึมของหลังคา ฝ้า ผนัง การรั่วซึมของหลังคาหรือผนัง ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ และส่วนใหญ่มักจะทราบเมื่อเกิดปัญหามาได้สักระยะหนึ่งแล้ว วิธีตรวจสอบง่าย ๆ คือ หมั่นสังเกตรอยรั่วซึมแตกร้าวของหลังคา ฝ้าเพดานและฝาผนัง หรือรอยต่อของวัสดุต่างๆ เช่น ขอบหน้าต่างว่ามีคราบรอยน้ำหรือไม่ ถ้าพบว่ามีการแตกร้าวหรือรั่วซึมจริงให้รีบติดต่อช่างผู้เชี่ยวชาญมาซ่อมให้เร็วที่สุด อย่าปล่อยทิ้งไว้
2. ดูแลรางน้ำฝน อย่าปล่อยให้รางน้ำฝนมีเศษใบไม้ หรือขยะอุดตัน เพราะเวลาฝนตกหนักๆ อาจจะทำให้น้ำไหลย้อนเข้าไปรั่วภายในบ้านได้
3. ล้างท่อระบายน้ำ หมั่นตักขยะ เศษใบไม้ เศษดิน ขี้โคลน ออกจากบ่อดักขยะในบ้านของคุณ รวมทั้งล้างบริเวณระเบียง หรือเฉลียง เพื่อป้องกันไม่ให้ท่อระบายน้ำอุดตัน
4. ขยันขัดพื้น หลังฝนตก ควรขัดล้างพื้นรอบ ๆ บ้านอย่าให้มีตะไคร่จับ หรือเป็นคราบดิน อันเป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุ ลื่นหกล้มได้ง่าย
5. คว่ำภาชนะที่ไม่ใช้ ภาชนะจำพวกถังน้ำที่วางอยู่นอกตัวบ้าน ควรจับวางคว่ำไว้ เพื่อไม่ให้มีน้ำขัง และกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคไข้เลือดออก
6. ตัดกิ่งไม้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ตัวบ้านให้สั้นเข้าไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้กิ่งไม้หักโดนตัวบ้าน เวลามีลมพายุแรง ๆ และป้องกันไม่ให้สัตว์เลื้อยคลานใช้เป็นทางเดินเข้าสู่ภายในบ้าน ข้อนี้อาจต้องพึ่งคนสวน เพื่อนหนุ่มหรือคุณสามี
7. ทำไม้ค้ำยันให้ต้นไม้ บ้านที่เพิ่งปลูกต้นไม้ใหญ่ ควรทำไม้ค้ำยันต้นไม้ไว้ เพื่อให้ลำต้นตั้งตรง ไม่เอนเอียง หรือโค่นล้ม เมื่อมีลมพัดมาแรง ๆ และช่วยทำให้รากต้นไม้สามารถแผ่ขยายได้อย่างรวดเร็วด้วย
8.ย้ายเฟอร์นิเจอร์สนามหลบฝน เมื่อฝนตกบ่อย ๆ ขึ้น ชุดเฟอร์นิเจอร์สนามที่คุณเคยใช้นั่งเล่นกินลม คงไม่เหมาะที่จะใช้งานต่อไป ทางที่ดีควรหาที่จัดเก็บเพื่อหลบฝนหรือใช้ผ้าใบคลุมไว้
9.บ้านที่โล่งโปร่งสบายในหน้าร้อน เมื่อถึงฤดูฝนควรทำชายคา หรือกันสาดยื่นออกมาเพื่อกันไม่ให้ฝนสาดเข้าไปกระทบกับช่องเปิดพวกบรรดาประตู หน้าต่าง หรือผนังบ้านในส่วนต่าง ๆ เพื่อป้องกันการผุพัง คราบเชื้อรา หรือคราบตะไคร่น้ำจับเกาะบริเวณผนัง
10. ปลูกต้นไม้ใหม่หรือย้ายต้นไม้ในกระถางลงดิน ต้นฤดูฝนเป็นเวลาที่เหมาะกับการปลูกต้นไม้ใหม่ ๆ ให้กับสวนของคุณ โดยเฉพาะการลงต้นไม้ขนาดใหญ่ ควรทำในช่วงนี้ เพราะอากาศมีความชื้นสูง และมีน้ำฝนมาช่วยให้ความชุ่มชื้นแก่ดิน ใบไม้จึงระเหยน้ำไม่มาก ต้นไม้จะมีโอกาสรอดสูง
ถ้าคุณทำได้หมดทุกข้อ รับรองว่าหน้าฝนนี้ถึงจะไม่ค่อยได้ออกไปไหน ๆ แต่คุณก็สามารถอยู่บ้านได้อย่างมีความสุขแน่นอน...
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
https://hilight.kapook.com/view/52315
เครดิตภาพ https://www.pinterest.com/pin/671740100660115574/
Thursday, May 7, 2020
6 วิธีจัดบ้านให้สะอาด สบาย และปลอดโปร่ง อยู่แล้วดี...แฮปปี้เว่อร์ !!
นิยามคำว่าสบายของแต่ละคนก็แตกต่างกันออกไป ซึ่งในวันนี้กระปุกดอมคอมก็ขอนำอีกหนึ่งเคล็ดลับของบ้านนี้อยู่แล้วสบาย...บ้านนี้อยู่แล้วดี จากคอลัมน์ “ดีไซน์ไอเดีย” นิตยสารบ้านและสวน เกี่ยวกับข้อควรคำนึงถึงในการสร้างบ้านหรือจัดบ้านให้สะอาด ปลอดโปร่ง และน่าอยู่มาฝากกันค่ะ
นอกจากนี้วิธีจัดบ้านทั้ง 6 ข้อต่อไปนี้ ยังช่วยเสริมสร้างสุขอนามัยที่ดี ที่จะส่งผลให้ร่างกายแข็งแรงและมีจิตใจเบิกบานอีกด้วยค่ะ
เรื่อง : "อัจฉรา จีนคร้าม"
ข้อมูล : หนังสือ Healthy Home, บ้านอยู่สบาย โดย ธนาธิป รัตนัย
สภาวะสบายของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันไป บางคนเลือกพื้นที่ซึ่งมีต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงา บ้างขอเพียงมุมระเบียงเล็ก ๆ ที่มองเห็นท้องฟ้ากว้างเท่านั้น เพราะฉะนั้นสภาวะสบายจึงมีความหมายเท่ากับความสุข ซึ่งเราสามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่ที่บ้านของตัวเอง “ดีไซน์ไอเดีย” ฉบับนี้มีข้อควรคำนึงถึงในการสร้างบ้านหรือจัดบ้านให้สะอาด ปลอดโปร่ง และน่าอยู่มาฝากกันค่ะ เพราะสิ่งเหล่านี้มีส่วนช่วยเสริมสร้างสุขอนามัยที่ดี เมื่อร่างกายแข็งแรงก็พลอยทำให้จิตใจเบิกบานแจ่มใสไปด้วย อย่างนี้แล้วความสุขจะไปไหนเสีย
1. ฝุ่นละออง ดองไว้ไม่ดี
ฝุ่นก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้และสุขภาพที่เสื่อมถอย แต่เราก็หลีกเลี่ยงได้ยากเต็มที เพราะรอบตัวเรานั้นมีทั้งฝุ่นที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เช่น ผิวหนังชั้นนอกที่ผลัดเซลล์ผิว เส้นผม ขนสัตว์เลี้ยง และฝุ่นในอากาศที่เป็นมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม ขอแนะนำให้หมั่นทำความสะอาดบ้านอยู่เสมอ หากกำลังจะสร้างบ้าน ควรเริ่มจัดวางแปลนบ้านโดยลดพื้นที่ซอกหลืบที่ทำความสะอาดยากหรือพื้นที่ที่เข้าไม่ถึงให้น้อยที่สุด ทำบานปิดให้ตู้หรือชั้นวางแบบเปิดโล่งที่ใช้จัดเก็บหนังสือหรือของโชว์ รวมถึงเรื่องเล็ก ๆ ที่อาจไม่เล็กอย่างระยะของโรงจอดรถกับประตูบ้าน หากมีพื้นที่เพียงพออาจเว้นระยะห่างสักหน่อย เพื่อจะได้ไม่ต้องจอดรถตรงกับหน้าประตูพอดี เพราะอาจเป็นการนำพาฝุ่นและควันเข้าบ้านได้ หรืออาจปลูกต้นไม้เพื่อช่วยกรองฝุ่นละอองบริเวณหน้าบ้าน ก็ทำให้บ้านสดชื่นและช่วยลดฝุ่นละอองไปด้วยในตัว
2. กลิ่นที่พึงใจ
บ้านหอม ๆ สร้างความประทับใจได้ตั้งแต่เปิดประตูรั้ว กลิ่นภายในบ้านมีได้ตั้งแต่กลิ่นท่อระบายน้ำ กลิ่นขยะ ฯลฯ ควรหมั่นดูแลบ่อพักขยะอย่าให้เกิดการอุดตัน ควรทิ้งขยะในภาชนะที่ปิดมิดชิด หรือทิ้งตามเวลาที่รถเก็บขยะมารับไปเพื่อไม่ให้เกิดการหมักหมมจนส่งกลิ่นเหม็นเน่า ส่วนภายในบ้านควรหมั่นตรวจสอบกลิ่นจากท่อน้ำทิ้งต่าง ๆ เช่น ท่อระบายน้ำทิ้ง จากซิงค์ในครัว ซึ่งไม่ควรมีเศษอาหารมาอุดตันหรือกลิ่นจากห้องน้ำที่เกิดจากชักโครก ควรตรวจสอบว่ามีการรั่วซึมหรือไม่ หมั่นทำความสะอาดและติดตั้งพัดลมดูดอากาศก็ช่วยได้อีกทางหนึ่ง เมื่อบ้านสะอาดแล้ว ลองหาเครื่องหอมในบ้านที่กลิ่นไม่ฉุนจนเกินไปมาใช้แทนของตกแต่งบ้านก็ได้ และยังทำให้บ้านมีกลิ่นหอมอีกด้วย
3. แสงส่อง
แสงสว่างที่เพียงพอช่วยฆ่าเชื้อโรคและทำให้บ้านไม่อับชื้น ทิศทางการเปิดรับแสงภายในบ้านจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรวางแผนตั้งแต่เริ่มต้นออกแบบ เช่น มุมหลักที่ใช้งานพร้อมหน้าทั้งครอบครัวอย่างห้องนั่งเล่น หากใช้เวลาในช่วงเช้ามากกว่าช่วงเวลาอื่น การหันหน้าไปทางทิศตะวันออกก็ทำให้ได้รับแสงยามเช้า นอกจากนี้วัสดุที่เลือกใช้ภายในบ้านก็ไม่ควรมองข้าม ในมุมที่ต้องการให้มีแสงส่องผ่าน เช่น ครัวหรือห้องน้ำ ควรเลือกกรุกระเบื้องหลังคาไฟเบอร์กลาสแบบใสหรือทำผนังกระจก ก็ช่วยให้แสงส่องผ่านได้ดี
4. วอนลมพัดพา
5. ไม่มีเสียงรบกวน
มลพิษทางเสียงนับเป็นปัญหาใหญ่ที่เข้ามาขัดจังหวะความสงบภายในบ้าน วัสดุกรุที่ดีจะช่วยดูดซับเสียงทำให้บ้านเงียบและกันความร้อนไปในตัว หากใช้กระจกนิรภัยซึ่งเป็นกระจกสองแผ่นคั่นกลางด้วยพีวีบี (Polyvinyl Butyral) ที่มีคุณสมบัติเหนียวและทนทานจะช่วยลดอันตรายจากรังสียูวีและคลื่นเสียงความถี่สูงได้ หรือใช้กระจกฉนวนกันความร้อนหรือกระจก Low-E ที่ทำจากกระจกสองแผ่นประกบกัน โดยมีอะลูมิเนียมซึ่งบรรจุสารดูดซึมความชื้นหรือก๊าซเฉื่อยคั่นกลาง ด้านนอกนิยมใช้กระจกเทมเปอร์เพื่อช่วยสะท้อนแสงได้อีกทางหนึ่ง รวมถึงใช้วัสดุสร้างบ้านแบบเดิมแต่คูณสองเข้าไปก็ช่วยเก็บเสียงได้อีกทาง เช่น ผนังยิปซั่มหรือแผ่นอะคูสติกบอร์ด หรือก่อผนังสองชั้น โดยเว้นช่องตรงกลาง บวกกับใช้วัสดุซับเสียงช่วยอีกชั้น รับรองว่าเงียบสบายสมใจ
มลพิษทางเสียงนับเป็นปัญหาใหญ่ที่เข้ามาขัดจังหวะความสงบภายในบ้าน วัสดุกรุที่ดีจะช่วยดูดซับเสียงทำให้บ้านเงียบและกันความร้อนไปในตัว หากใช้กระจกนิรภัยซึ่งเป็นกระจกสองแผ่นคั่นกลางด้วยพีวีบี (Polyvinyl Butyral) ที่มีคุณสมบัติเหนียวและทนทานจะช่วยลดอันตรายจากรังสียูวีและคลื่นเสียงความถี่สูงได้ หรือใช้กระจกฉนวนกันความร้อนหรือกระจก Low-E ที่ทำจากกระจกสองแผ่นประกบกัน โดยมีอะลูมิเนียมซึ่งบรรจุสารดูดซึมความชื้นหรือก๊าซเฉื่อยคั่นกลาง ด้านนอกนิยมใช้กระจกเทมเปอร์เพื่อช่วยสะท้อนแสงได้อีกทางหนึ่ง รวมถึงใช้วัสดุสร้างบ้านแบบเดิมแต่คูณสองเข้าไปก็ช่วยเก็บเสียงได้อีกทาง เช่น ผนังยิปซั่มหรือแผ่นอะคูสติกบอร์ด หรือก่อผนังสองชั้น โดยเว้นช่องตรงกลาง บวกกับใช้วัสดุซับเสียงช่วยอีกชั้น รับรองว่าเงียบสบายสมใจ
6. สัตว์เลี้ยงและไม่อยากเลี้ยง
สัตว์เลี้ยงสุดรักอาจนำพาสุขภาพไม่ดีมาสู่เราได้หากดูแลพวกเขาได้ไม่ดีพอ ควรกำหนดขอบเขตให้พวกเขาตั้งแต่เริ่มเลี้ยง ฝึกให้ทำกิจกรรมเป็นบริเวณ ๆ ไป เพื่อช่วยให้เราสามารถทำความสะอาดพื้นที่เหล่านี้ได้สะดวก รวมถึงสัตว์ที่เราไม่ได้อยากเลี้ยงแต่มาเองอย่างยุง หนู หรือแมลงต่าง ๆ ก็ควรออกแบบพื้นที่ให้มิดชิด ไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ ตู้ควรมีหน้าบานปิดมิดชิด และรักษาความสะอาดอยู่เสมอ ก็จะช่วยป้องกันได้อีกทางหนึ่ง
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
สัตว์เลี้ยงสุดรักอาจนำพาสุขภาพไม่ดีมาสู่เราได้หากดูแลพวกเขาได้ไม่ดีพอ ควรกำหนดขอบเขตให้พวกเขาตั้งแต่เริ่มเลี้ยง ฝึกให้ทำกิจกรรมเป็นบริเวณ ๆ ไป เพื่อช่วยให้เราสามารถทำความสะอาดพื้นที่เหล่านี้ได้สะดวก รวมถึงสัตว์ที่เราไม่ได้อยากเลี้ยงแต่มาเองอย่างยุง หนู หรือแมลงต่าง ๆ ก็ควรออกแบบพื้นที่ให้มิดชิด ไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ ตู้ควรมีหน้าบานปิดมิดชิด และรักษาความสะอาดอยู่เสมอ ก็จะช่วยป้องกันได้อีกทางหนึ่ง
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
Wednesday, April 29, 2020
10 ข้อห้ามเรื่องบ้าน ไขความลับความเชื่อโบราณ ที่ว่ากันว่าทำแบบนี้เจอดีแน่ !
10 ข้อห้ามที่โบราณว่าไว้ว่า ไม่ควรทำตอนอยู่ในบ้าน แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร ทำไมไม่ควรทำ ทำแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ตามไปดูเหล่าข้อห้ามที่เคยได้ยินตั้งแต่เด็ก ๆ พร้อม ๆ กันเลยค่ะ
เชื่อว่าเกือบทุกคนต้องเคยโดนผู้ใหญ่ทักว่าห้ามทำนู่น ทำนี่ในบ้านเป็นประจำ บ้างก็ว่าห้ามเหยียบธรณีประตู เพราะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองอยู่ บ้างก็ว่าห้ามร้องเพลงตอนอยู่ในครัว เพราะจะได้สามีแก่ งานนี้หลายคนก็เลยอดสงสัยไม่ได้ว่าความเชื่อโบราณเหล่านี้มาจากไหน มีอะไรน่าสนใจบ้าง แล้วจะเชื่อได้จริงหรือไม่ เอาล่ะ อย่ามัวหน้านิ่วคิ้วขมวดกันอยู่นาน เพราะวันนี้กระปุกดอทคอมรวบรวมความเชื่อที่มักโดนห้ามไม่ให้ทำในบ้าน พร้อมเผยเบื้องหลังคำเตือนของผู้ใหญ่มาเฉลยให้ฟังกันค่ะ
1. ห้ามเหยียบธรณีประตู
หลายคนคงเคยได้ยินผู้หลักผู้ใหญ่สั่งห้ามไม่ให้เราเหยียบธรณีประตูเวลาเดิน-เข้าออก เพราะมีการบอกเล่าเก้าสิบกันมาว่า ที่ธรณีประตูมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ปกปักรักษาอยู่ หากจะเดินผ่านต้องก้าวข้ามให้พ้นทุกครั้ง ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นกลอุบายอย่างหนึ่งไว้ป้องกันอุบัติเหตุ เนื่องจากบ้านไทยสมัยโบราณอยู่ใกล้แม่น้ำลำคลอง จึงต้องทำธรณีประตูสูง ๆ เอาไว้ดักฝุ่นและน้ำไม่ให้พัดเข้ามาในบ้าน และป้องกันลูกเล็กเด็กแดงคลานเล่นจนตกลงไปในน้ำนั่นเอง
2. ห้ามกวาดบ้านตอนกลางคืน
ความเชื่อโบราณที่เล่าต่อ ๆ กันมาว่า การกวาดบ้านตอนกลางคืนจะเป็นการกวาดเงินกวาดทองออกไปจากบ้าน ซึ่งแท้จริงแล้วบ้านสมัยก่อนนั้นยังไม่มีไฟฟ้าใช้ อีกทั้งบ้านสมัยก่อนส่วนใหญ่เป็นบ้านไม้ยกพื้นสูง และพื้นบ้านก็ปูด้วยไม้ทำให้มีร่องเล็ก ๆ ระหว่างรอยต่อ หากกวาดบ้านตอนกลางคืนก็อาจจะเผลอกวาดของชิ้นเล็ก ๆ ตกลงไปใต้ถุนบ้านและหาไม่เจอ เพราะของไปกองรวมกับขยะนั่นเอง
3. ห้ามตากผ้าข้ามคืน
ว่ากันว่าที่คนโบราณไม่ให้ตากผ้าข้ามคืน เพราะเชื่อว่ากระสือจะเอาไปเช็ดปาก โดยจริง ๆ แล้วการห้ามตากผ้าข้ามคืนเป็นวิธีการถนอมเสื้อผ้า เนื่องจากหากตากผ้าตอนกลางคืนนั้น นอกจากจะเสี่ยงต่อการโดนขโมยแล้ว ก็อาจทำให้เสื้อผ้าที่เพิ่่งซักเสร็จเปียกฝนหรือเปียกน้ำค้าง ที่สำคัญอาจจะมีสัตว์หรือแมลงมีพิษมาเกาะตามเสื้อผ้า ซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายเมื่อคนในบ้านนำเสื้อมาสวมใส่ด้วย
4. ห้ามลับมีดตอนกลางคืน
ความเชื่อเกี่ยวกับการทำครัวซึ่งบอกเล่ากันว่า ในของมีคมเกือบทุกอย่างมักจะมีวิญญาณสถิตอยู่ เพราะฉะนั้นไม่ควรนำมีดออกมาเล่นเพราะจะโดนผีผลัก ซึ่งจริง ๆ สาเหตุหลักของการห้ามลับมีดตอนกลางคืน เนื่องจากตอนกลางคืนมีแสงสว่างน้อย ทำให้มองเห็นไม่ชัดจนอาจเกิดมีดบาดได้ ส่วนตอนเล่นจะทำให้เราไม่ค่อยระวังตัว จนอาจทำให้หกล้มและเผลอโดนมีดแทงนั่นเอง
5. ห้ามทำให้ครัวสกปรก
คนโบราณมีความเชื่อว่า ห้ามปล่อยให้ห้องครัวสกปรกเด็ดขาด เพราะจะทำให้อับโชค ซึ่งความจริงแล้วหากปล่อยปละละเลยทำให้ห้องครัวสกปรก ก็จะทำให้มีเชื้อโรคหลายชนิดสะสมปนไปกับอาหารและทำให้คนในบ้านเกิดอาการเจ็บป่วยขึ้น
6. ห้ามนั่งบนบันได
อีกหนึ่งความเชื่อที่หลายคนคงเคยโดนผู้ใหญ่เตือนเวลาที่นั่งเล่นบนบันได ผ่านการบอกต่อกันมาว่า หากนั่งบนบันไดจะทำให้คนในบ้านเจอเรื่องร้ายหรือมีความทุกข์ เบื้องหลังกลอุบายนี้ก็มีไว้เพื่อเตือนไม่ให้เด็ก ๆ นั่งบนบันได เพราะกีดขวางทางเดินของคนอื่น และอาจทำให้คนที่เดินสวนไป-มาสะดุดหกล้มตกบันไดได้ เนื่องจากบันไดบ้านสมัยโบราณอยู่นอกบ้าน และมีราวจับเพียงด้านเดียวหรือบางบ้านก็ไม่มีราวจับเลยนั่นเอง
7. ห้ามเดินข้ามขั้นบันได
เพราะว่ากันว่าหากเดินข้ามขั้นบันไดจะทำให้ทำมาหากินลำบาก ค้าขายไม่ขึ้น ทำอะไรก็ไม่สำเร็จ ซึ่งจริง ๆ แล้วความเชื่อนี้ไม่ได้แค่เอาไว้เตือนเท่านั้น แต่เป็นคำสอนที่แฝงคติไว้ด้วยว่า ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามควรทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ทำเกินความสามารถ และเป็นการสอนให้รู้จักคิดทำเป็นขั้นเป็นตอน ไม่ทำอะไรข้ามขั้นตอน เหมือนกับการเดินขึ้น-ลงบันได ให้ก้าวทีละขั้น เพราะหากก้าวข้ามก็อาจพลาดตกลงมา
8. ห้ามนอนหันหัวไปทางทิศตะวันตก
จะตกแต่งห้องนอนแต่ละทีก็จัดหาฮวงจุ้ยกันให้วุ่น เพราะเดิมมีความเชื่อกันว่าห้ามหันหัวนอนไปทางทิศตะวันตก เนื่องจากเป็นทิศของคนตาย จะทำให้ฝันร้ายและหลับไม่สนิท ซึ่งจริง ๆ แล้วปกติผนังฝั่งทิศตะวันตกจะเป็นฝั่งที่รับแสงแดดตอนบ่ายจึงเก็บความร้อนไว้เต็ม ๆ เมื่อตกกลางคืนผนังก็จะคายความร้อนออกมา หากหันหัวเตียงเข้าหาผนังบ้านด้านทิศตะวันตกก็ทำให้นอนไม่หลับเพราะรู้สึกไม่สบายตัวนั่นเอง
9. ห้ามปลูกต้นไม้ที่มาจากวัด
เพราะว่ากันว่า การนำต้นไม้ที่เคยปลูกในวัดมาปลูกต่อที่บ้านเป็นเรื่องไม่ดี เนื่องจากต้นไม้ในวัดถือเป็นของสูง หากใครนำมาปลูกที่บ้าน อาจจะทำให้ชีวิตตกอับ ซึ่งจริง ๆ แล้วการเคลื่อนย้ายต้นไม้ค่อนข้างยุ่งยากและอาจจะทำให้รากต้นไม้เกิดความเสียหายได้ คนส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยนิยมนำต้นไม้จากวัดมาปลูกกันที่บ้าน อีกทั้งยังเป็นกลอุบายเตือนใจอย่างหนึ่งว่า เราไม่ควรนำของส่วนรวมมาเป็นของตัวเองอีกด้วย
10. ห้ามปลูกต้นลั่นทมในบ้าน
เนื่องจากชื่อของต้นลั่นทมก็ยังออกเสียงคล้ายกับคำว่า ระทม ที่แปลว่าความทุกข์ เลยเชื่อกันว่าหากบ้านไหนปลูกต้นลั่นทนก็จะนำสิ่งไม่ดีมาให้ตามชื่อ ซึ่งแท้จริงแล้วลั่นทมเป็นต้นไม้มียางที่เป็นพิษและมักจะมีบุ้งมาอาศัยอยู่มาก หากปลูกไว้ในบ้านอาจเป็นอันตรายได้ แต่ในปัจจุบันต้นไม้ชนิดนี้มีการนำมาจัดสวนกันอย่างแพร่หลาย และมีการเปลี่ยนชื่อเป็น ลีลาวดี แล้ว
สรุปได้ว่าความเชื่อโบราณก็คือกลอุบายอย่างหนึ่ง ที่คนรุ่นก่อนคิดขึ้นมาเพื่อป้องกันไม่ให้เราเกิดปัญหาหรือเกิดอุบัติเหตุภายในบ้าน เห็นอย่างนี้แล้วก็ต้องชื่นชมในความหัวไวของคนสมัยก่อนจริง ๆ เอาเป็นว่าใครจะเชื่อก็ไม่มีปัญหา หรือใครจะไม่เชื่อก็ตามความสะดวก อ๊ะ ๆ ๆ แต่ถ้าอยากให้คนในบ้านปลอดภัย จะทำตามไว้ก็ไม่เสียหายนะคะ ^^
ขอขอบคุณข้อมูลจาก สำนักบริการวิชาการ ม.บูรพา, กรมประชาสัมพันธ์, กรมส่งเสริมวัฒนธรรม, กองส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรม และศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนภาคกลาง
https://home.kapook.com/view208324.html
เครดิตภาพ https://www.pinterest.com/pin/118008452723804855/
Thursday, April 23, 2020
15 วิธีลดอุณหภูมิร้อน ให้บ้านเย็นสดชื่นกลับมาน่าอยู่อีกครั้ง
วิธีคลายร้อนให้บ้าน วิธีลดอุณหภูมิร้อนระอุในบ้าน ให้เย็นสดชื่น พร้อมช่วยลดการใช้พลังงานไปในตัว เพื่อให้บ้านของเรากลับมาน่าอยู่อีกครั้ง
ช่วงนี้อากาศร้อนขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบจะทำให้หลาย ๆ คนเลือกที่จะอยู่แต่ในบ้าน เพื่อให้ไม่ต้องไปเจอกับแดดร้อน ๆ ที่เผาจนผิวแทบไหม้ในตอนกลางวัน แต่อย่างไรก็ตาม การทำเช่นนั้นก็อาจทำให้เราต้องช็อกกับบิลค่าไฟที่พุ่งสูงขึ้นจนน่าตกใจจากการเปิดแอร์ทั้งวันได้เช่นกัน ดังนั้น วันนี้กระปุกดอทคอมจึงขออาสานำเคล็ดลับดี ๆ ในการคลายร้อนให้กับบ้านของคุณโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากมายมาฝาก ลองไปอ่านกันดูเลย...
1. เปลี่ยนผ้าม่านของคุณเป็นม่านแบบโซล่าร์ ซันสกรีน หรือผ้าม่านแบบแบล็กเอาท์ เพื่อจะได้ช่วยกันแสงแดดได้ดีขึ้น ในขณะที่สามารถถ่ายเทอากาศและมองเห็นภายนอกได้ ไม่มืดทึบจนเกินไป ส่วนข้อดีอีกอย่างของผ้าม่านแบล็กเอาท์ก็คือ ช่วยป้องกันได้ทั้งรังสี UV และความร้อน
2. ใช้ฟิล์มกรองแสงเคลือบหน้าต่างห้องที่อยู่ทางทิศตะวันตกและตะวันออก เพื่อกันแสงแดดแรง ๆ ที่จะส่องเข้ามาในบ้าน ถ้าอยากรักษาความเป็นส่วนตัวอาจจะเลือกใช้ฟิมล์วันเวย์ ซึ่งเป็นประเภทฟิมล์ที่ด้านนอกมองเข้ามาได้ยาก แต่ด้านในสามารถมองเห็นด้านนอกได้
3. ติดกันสาด นอกจากจะช่วยกันฝนได้แล้ว ยังช่วยป้องกันแดดได้ด้วย โดยติดด้านที่โดนแดดเหนือหน้าต่างให้เฉียงประมาณ 45 องศา และเลือกวัสดุที่ไม่สะสมความร้อน เช่น ไม้ระแนงหรือไฟเบอร์ซีเมนต์ ก็จะช่วยลดแสงแดดที่เข้ามาในห้องได้ถึง 65-77 %
4. เลือกใช้หลังคาสีอ่อนและพ่นฉนวนกันความร้อนอีกชั้น จะช่วยกันความร้อนที่แผดเผาเข้ามาผ่านหลังคาได้ดีขึ้น หรือเลือกหลังคาและฝ้าภายในที่ช่วยสะท้อนและป้องกันความร้อนเข้าสู่ตัวบ้าน พร้อมกับติดตั้งฉนวนกันความร้อน ก็จะช่วยลดอุณหภูมิร้อนในบ้านได้อีกทางหนึ่ง
5. การเลือกใช้สีตกแต่งภายใน ควรเลือกโทนสีสว่าง เช่น สีขาวแต่งห้อง จะได้ไม่ดูดความร้อนเหมือนสีเข้ม ๆ เช่น สีดำ นอกจากนี้สีอ่อน ๆ ยังส่งผลดีต่ออารมณ์ของผู้อาศัย ทำให้รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นด้วย
6. ปลูกต้นไม้บริเวณหน้าบ้าน และหาไม้ประดับเล็ก ๆ มาไว้ในบ้าน โดยเฉพาะในห้องที่อยู่ทิศตะวันออก และทิศตะวันตก เพื่อให้อากาถ่ายเทได้มากขึ้น [15 ต้นไม้ให้ร่มเงา ปลูกไว้ให้บ้านร่มรื่น]
7. ทำความสะอาดฟิลเตอร์แอร์เป็นประจำ อย่างน้อยเดือนละครั้ง เพื่อให้แอร์ของคุณทำงานได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศร้อนเป็นพิเศษ ซึ่งสามารถทำความสะอาดเองได้ตามขั้นตอนนี้เลย [ล้างแอร์บ้านด้วยตัวเอง ผู้หญิงก็ทำตามได้ใน 5 ขั้นตอน]
8. เลือกซื้อพัดลมแบบติดเพดาน อากาศในห้องจะได้ถ่ายเททั่วถึงมากขึ้น โดยไม่ทำให้ค่าไฟพุ่งสูงมากนัก
9. ใช้หลอดไฟแบบตะเกียบ เพื่อเป็นการประหยัดพลังงาน ซึ่งจะช่วยให้ความร้อนในห้องลดลงด้วย นอกจากนี้ควรปิดดวงไฟที่ไม่ใช้ เพราะหลอดไฟเป็นอีกหนึ่งแหล่งความร้อนในบ้าน
10. พยายามอย่าเปิดหน้าต่างในช่วงกลางวัน ลมร้อนจากข้างนอกจะได้ไม่เข้ามาสะสมภายในบ้าน
เพียงแค่ทำตาม 15 เทคนิคง่าย ๆ นี้ ก็จะช่วยให้บ้านของคุณคลายร้อนลงได้มาก ลองเลือกดูข้อที่เหมาะสมกับบ้านของคุณ แล้วนำไปลดความร้อนให้บ้านกันนะจ๊ะ
** หมายเหตุ : แก้ไขข้อมูลล่าสุด วันที่ 26 เมษายน 2562
7. ทำความสะอาดฟิลเตอร์แอร์เป็นประจำ อย่างน้อยเดือนละครั้ง เพื่อให้แอร์ของคุณทำงานได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศร้อนเป็นพิเศษ ซึ่งสามารถทำความสะอาดเองได้ตามขั้นตอนนี้เลย [ล้างแอร์บ้านด้วยตัวเอง ผู้หญิงก็ทำตามได้ใน 5 ขั้นตอน]
8. เลือกซื้อพัดลมแบบติดเพดาน อากาศในห้องจะได้ถ่ายเททั่วถึงมากขึ้น โดยไม่ทำให้ค่าไฟพุ่งสูงมากนัก
9. ใช้หลอดไฟแบบตะเกียบ เพื่อเป็นการประหยัดพลังงาน ซึ่งจะช่วยให้ความร้อนในห้องลดลงด้วย นอกจากนี้ควรปิดดวงไฟที่ไม่ใช้ เพราะหลอดไฟเป็นอีกหนึ่งแหล่งความร้อนในบ้าน
11. หากคุณไม่คิดจะเปิดแอร์ตอนกลางคืน ก็ควรเปิดหน้าต่างไว้ เพื่อให้ลมเย็นในช่วงกลางคืนเข้ามาในบ้าน
12. อย่านำเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่น ๆ เช่น โทรทัศน์ไปไว้ใกล้ ๆ เครื่องปรับอากาศ เพราะจะทำให้เครื่องปรับอากาศต้องทำงานหนักขึ้น จนประสิทธิภาพลดลง
13. พยายามใช้ไมโครเวฟ หรือเครื่องปิ้งขนมปัง แทนเตาแก๊ส ที่จะทำให้ไอร้อนอบอวลอยู่ในบ้าน
14. เปิดประตูห้องน้ำ และห้องนอน ไว้เสมอ จะช่วยให้อากาศในบ้านถ่ายเทมากขึ้น
15. สำหรับพื้นบ้าน โดยเฉพาะบริเวณชั้นล่างควรปูด้วยกระเบื้องหินอ่อน แกรนิต เซรามิก หรือพอร์ซเลน เพราะเป็นวัสดุที่ช่วยกักเก็บความเย็นจากพื้นดินได้ดีและไม่อมความร้อน ช่วยให้บ้านเย็นขึ้นได้ง่าย ๆ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก nelsonsheatingandcooling, SCG และ thaifilmshop
** หมายเหตุ : แก้ไขข้อมูลล่าสุด วันที่ 26 เมษายน 2562
Thursday, April 16, 2020
ตะขาบบ้าน กับเรื่องลับที่คุณอาจยังไม่เคยรู้
ตะขาบบ้านขายาว ๆ ที่จู่ ๆ ก็ชอบโผล่ขึ้นมาตามท่อน้ำทิ้งในบ้าน จนทำให้หลายคนสงสัยว่าเจ้าสัตว์ขาขั้วเยี้ยชนิดนี้มันคืออะไรกันแน่ วันนี้เราจะพาคุณไปดูเฉลยกันค่ะ
ฤดูฝนมาเยือนทีไร ก็มักจะมีแมลงหรือสัตว์มีพิษโผล่ขึ้นมาตามท่อน้ำหรือรอยรั่วให้เห็นกันบ่อยครั้ง อย่างเช่นสัตว์ร้อยขาที่เรียกว่า "ตะขาบ" เจ้าตัวเล็กพิษสงร้ายกาจที่ชอบซ่อนตัวในที่อับชื้น เช่น กอหญ้า ใต้ก้อนหิน รวมถึงท่อระบายน้ำ และพบในไทยมากถึง 48 ชนิด แต่ละชนิดก็มีหน้าตาที่แตกต่างกัน วันนี้กระปุกดอทคอมจะพาไปเปิดโลกความลับของ ตะขาบบ้าน (House Centipede) สัตว์ร้อยขาหน้าแปลกคล้ายตะขาบผสมแมงมุม พร้อมวิธีกำจัดเมื่อเจอในบ้าน
1. ตะขาบบ้านพิษไม่ร้ายอย่างที่คิด
หลายคนอาจจะเคยคิดว่าตะขาบทุกชนิดมีพิษร้ายแรง สามารถทำอันตรายคนได้แค่เพียงสัมผัส ซึ่งความจริงแล้วตามปกติตะขาบบ้านจะไม่กัดคน อีกทั้งตะขาบบ้านเป็นสัตว์ที่มีพิษอ่อน ถ้าโดนกัดก็อาจมีอาการแพ้ที่ผิวหนัง แต่ไม่สามารถทำอันตรายร้ายแรงกับคนหรือสัตว์ใหญ่ เช่น หมาหรือแมวได้
2. กลางคืนคือเวลาแสนสุขของตะขาบบ้าน
พวกมันเป็นสัตว์ที่ออกหากินตอนกลางคืน และเหยื่ออันโอชะของพวกมันก็คือ ปลวก แมลงสาบ แมลงวัน มด แมงมุม รวมถึงตัวเรือด เมื่อหมดเวลาก็จะกลับไปซ่อนอยู่ตามที่อับชื้นหรือมุมมืด เช่น ห้องน้ำ ตู้เสื้อผ้า กองใบไม้ หรือต้นไม้นั่นเอง
3. กำจัดตะขาบบ้านง่าย ๆ แค่ดูแลความสะอาด
วิธีไล่ตะขาบบ้านง่าย ๆ เริ่มจากกำจัดเหล่าแมลงตัวเล็กตัวน้อยที่เป็นอาหารของพวกมันออกไปซะก่อน จากนั้นเปิดหน้าต่าง พัดลมระบายอากาศ หรือใช้เครื่องดูดความชื้นไล่ความชื้นออกไปจากห้อง เสร็จแล้วก็อุดรอยรั่วบนผนังและท่อน้ำตามจุดต่าง ๆ ในบ้านให้หมด รวมถึงหมั่นกำจัดเศษขยะและกองใบไม้ออกไป ป้องกันไม่ให้ตะขาบบ้านกลับมาซ่อนตัวอีก
4. ตะขาบบ้านทำความสะอาดขาหลังกินเหยื่อทุกครั้ง
ตะขาบบ้านจะทำความสะอาดขาของมันทุกคู่หลังจากกินอาหารเสร็จ ตั้งแต่ขาคู่แรกจนคู่สุดท้าย โดยการม้วนตัว หากในระหว่างนั้นโดนรบกวน ตะขาบบ้านก็จะวิ่งหนีแล้วหยุดรอ และกลับมาที่เดิมเพื่อทำความสะอาดตัวเองต่อหลังจากที่เห็นว่าศัตรูหายไปแล้ว
5. ตะขาบบ้านวิ่งไวเกินคาด
เห็นตัวเล็ก ๆ ขาเยอะ ๆ แบบนี้ บอกเลยว่าวิ่งไวชนิดหาตัวจับยาก เพราะเท้านับสิบคู่ของมัน สามารถวิ่งด้วยความเร็วถึง 16 นิ้วต่อวินาทีเลยทีเดียว
6. ชาวญี่ปุ่นบางคนเลี้ยงตะขาบบ้านเป็นสัตว์เลี้ยง
โดยชาวญี่ปุ่นเรียกตะขาบบ้านกันว่า เกะจิเกะจิ (Gejigeji) หลายคนคงคิดว่ามันเป็นเรื่องแปลกพอ ๆ กับการเลี้ยงแมงมุมทารันทูล่า แต่ทว่าก็มีคนญี่ปุ่นบางคนที่เลี้ยงตะขาบบ้านเอาไว้เป็นสัตว์เลี้ยง เพราะพวกเขามองว่าพวกมันก็มีประโยชน์อยู่เหมือนกัน อย่างน้อยก็ช่วยกำจัดสัตว์รบกวน เช่น แมลงสาบกับแมงมุมได้
ขอขอบคุณข้อมูลจาก Apartment Therapy, hellogiggles, ศูนย์ไบโอเทค และสมาคมพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อม
Subscribe to:
Posts (Atom)






