Saturday, March 21, 2020

7 วิธีใช้แอร์ที่มักถูกเข้าใจผิด เพราะแบบนี้ไงเลยจ่ายค่าไฟแพงกว่าเดิม


การใช้แอร์แบบผิด ๆ ว่าทำแบบนี้จะช่วยประหยัดค่าไฟได้ ซึ่งจริง ๆ แล้วทำให้สิ้นเปลืองพลังงานและจ่ายค่าไฟมากกว่าเดิม มาดูกันว่าเผลอทำไปบ้างหรือเปล่า แล้วจะแก้ไขยังไงดี

เข้าหน้าร้อนทีไรค่าไฟพุ่งกระฉูดทุกที แต่อากาศร้อนซะขนาดนี้ไม่ให้เปิดเครื่องปรับอากาศเลยก็ไม่ได้ ซึ่งจริง ๆ แล้วที่ค่าไฟแพงหูฉี่อาจไม่ได้เป็นเพราะเปิดแอร์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะการใช้แอร์แบบผิด ๆ ที่เผลอไปโดยไม่รู้ตัว วันนี้กระปุกดอทคอมเลยรวบรวมมาฝากให้หายคาใจว่าการใช้แอร์แบบไหนที่ทำให้เปลืองพลังงานและต้องจ่ายค่าไฟแพงกว่าเดิม แล้วจะประหยัดค่าไฟช่วงหน้าร้อนได้อย่างไรบ้าง ถ้าจำเป็นต้องเปิดเครื่องปรับอากาศทุกวันแบบนี้

1. ใช้เครื่องเก่าไม่ยอมเปลี่ยน

          หลาย ๆ คนยังใช้แอร์เก่า ๆ ไม่ยอมเปลี่ยน เพราะเห็นว่ายังใช้ได้อยู่ ซึ่งจริง ๆ แล้วแม้ตัวเครื่องภายนอกจะยังดูดี แต่ระบบภายในก็เสื่อมไปตามระยะเวลาในการใช้งาน โดยเฉพาะแอร์เก่า ๆ ที่ใช้งานมานานเกิน 15 ปี ซึ่งนอกจากจะต้องเสียค่าซ่อมบำรุงแพงแล้ว ยิ่งใช้ยิ่งกินไฟอีกต่างหาก ดังนั้นแทนที่จะช่วยประหยัดอาจต้องจ่ายมากกว่าการซื้อเครื่องใหม่ ซึ่งเครื่องปรับอากาศในตอนนี้ก็มีทั้งการพัฒนาระบบที่ช่วยประหยัดไฟได้มากกว่าแถมยังมีฟังก์ชันเสริมต่าง ๆ ที่ตอบโจทย์การใช้งานของเรามากขึ้นด้วย

2. ยิ่งค่า BTU สูงยิ่งดี

          นอกจากนี้บางคนอาจจะยังเข้าใจผิดคิดว่ายิ่งค่า BTU เยอะยิ่งทำให้บ้านเย็น ซึ่งจริง ๆ แล้วหากเลือกเครื่องปรับอากาศที่มีค่า BTU สูงเกินความจำเป็นก็จะทำให้คอมเพรสเซอร์ตัดบ่อย แต่ถ้าเครื่องปรับอากาศมีค่า BTU ต่ำเกินไปก็จะทำเครื่องทำงานหนักและกินไฟ เพราะฉะนั้นควรเลือกเครื่องปรับอากาศที่มีค่า BTU เหมาะสมกับขนาดของห้อง โดยคำนวนจากสูตร
   
          พื้นที่ห้อง (กว้างxยาว) x ค่า Cooling Load Estimation = ค่า BTU ที่เหมาะสม
          การประเมินค่า Cooling Load Estimation ที่เหมาะสมกับแต่ละห้อง มีดังต่อไปนี้ ห้องนอน 700-750 BTU/ตารางเมตร, ห้องนั่งเล่น 750-850 BTU/ตารางเมตร, ห้องรับประทานอาหาร 800-950 BTU/ตารางเมตร, ห้องครัว 900-1000 BTU/ตารางเมตร, ห้องทำงาน 800-900 BTU/ตารางเมตร และห้องประชุม 850-1000 BTU/ตารางเมตร

          ทั้งนี้สูตรคำนวณค่า BTU เหมาะสำหรับห้องที่มีเพดานไม่เกิน 3 เมตร หากเป็นห้องที่มีความสูงมากกว่าและมีปัจจัยอื่น ๆ เช่น ตำแหน่งของห้อง ทิศทางของแดด เครื่องใช้ไฟฟ้า และจำนวนผู้อาศัย จะต้องบวกค่า BTU เพิ่มขึ้นด้วย


3. ไม่เช็กตำแหน่งก่อนติดตั้ง

          ตำแหน่งการติดตั้งแอร์ก็สำคัญ เพราะหากติดตั้งในตำแหน่งที่เหมาะสม ก็ช่วยให้แอร์ไม่ต้องทำงานหนักและประหยัดค่าไฟได้อีกทางหนึ่ง โดยพื้นที่ที่ติดตั้งแอร์ควรเป็นพื้นที่โล่ง ไม่มีสิ่งของบังทางลม พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงบริเวณที่เป็นมุมอับ การติดตั้งแอร์บนผนังบ้านที่รับแสงแดดจัดหรือทิศตะวันตกเพราะจะทำให้เครื่องทำงานหนัก รวมถึงไม่ติดตั้งแอร์บริเวณใกล้กับประตูหรือหน้าต่าง เนื่องจากจะทำให้ความร้อนภายนอกไหลเข้ามาแทนที่อากาศภายในได้ง่าย

4. เปิดแอร์พร้อมพัดลมทำให้เปลืองไฟ


          บางคนอาจจะคิดว่าการเปิดพัดลมพร้อมกับแอร์ทำให้เปลืองไฟ ซึ่งจริง ๆ แล้วเปิดแอร์ให้ประหยัดไฟควรเปิดพัดลมควบคู่กับการเปิดแอร์ไปด้วย จะทำให้ห้องเย็นขึ้นและช่วยประหยัดไฟได้ ซึ่งมีทริกง่าย ๆ เริ่มจากปรับแอร์ไปที่ 25-27 องศาเซลเซียส แล้วเปิดพัดลมไปพร้อม ๆ กัน พัดลมก็จะช่วยกระจายลมเย็นให้ทั่วห้อง และช่วยลดอุณหภูมิในห้องได้อีก 1-2 องศาเลยทีเดียว

5. เปิดแอร์อุณหภูมิต่ำจะช่วยให้ห้องเย็นเร็วขึ้น
          หลายคนคงเคยปรับแอร์ให้มีอุณหภูมิต่ำเพราะอยากให้ห้องเย็นเร็วขึ้น ซึ่งจริง ๆ แล้วทำให้สิ้นเปลืองพลังงานโดยใช่เหตุ เพราะไม่ว่าตั้งให้อุณหภูมิต่ำสักแค่ไหน ก็ใช้เวลาในการทำความเย็นพอ ๆ กันกับการตั้งอุณหภูมิปกติอยู่ดี ทางที่ดีถ้าหากอยากให้ห้องเย็นเร็วขึ้น ให้เร่งความเร็วพัดลมแอร์จะช่วยได้ดีกว่า

6. อุณหภูมิ 25 องศา ช่วยประหยัดไฟได้มากที่สุด

          แม้ว่าการตั้งอุณหภูมิ 25 องศา จะช่วยประหยัดไฟ แต่ก็เป็นแค่ส่วนหนึ่ง เพราะจริง ๆ แล้วควรใส่ใจดูแลรักษาตัวเครื่องไปพร้อมกัน โดยหมั่นตรวจเช็กระบบและทำความสะอาดเแอร์อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ก็จะช่วยยืดอายุการใช้งานและทำให้ตัวเครื่องทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

7. เปิด-ปิดแอร์บ่อยประหยัดไฟมากกว่า

          แม้จริง ๆ แล้วการเปิดแอร์ค้างไว้หลายชั่วโมงติดต่อกันจะเปลืองไฟมากกว่า แต่การเปิด-ปิดแอร์บ่อย ๆ ก็ส่งผลเสียกับตัวเครื่องไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะการทำแบบนี้จะทำให้เครื่องทำงานหนักและอายุการใช้งานสั้นกว่าที่ควรจะเป็น

          แม้ว่าบ้านของคนไทยจะมีแอร์กันแทบทุกหลัง แต่เชื่อว่าถึงอย่างไรก็ต้องมีคนเข้าใจผิดอยู่ดี ฉะนั้นถ้าหากไม่อยากพลาดใช้แอร์ไม่ถูกวิธี จนเป็นเหตุทำให้เปลืองไฟและเปลืองพลังงานละก็ รีบแก้ไขด่วน ๆ เลย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก gharpediaeffic, ientsystems, homequicks, สถาบันพลังงาน มช.powerbuyรวมพลังหาร 2

Monday, March 16, 2020

7 วิธีไล่คางคกออกจากบ้าน จากกันด้วยดีโดยไม่ต้องฆ่า



         คางคกเข้าบ้าน แต่ไม่รู้จะทำอย่างไรดี ไม่อยากฆ่าแต่ก็ไม่อยากให้อยู่ในบ้าน มาดู วิธีไล่คางคกออกจากบ้าน แบบไม่ต้องเสียเลือดเนื้อกันค่ะ

          คางคก สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ มีประมาณ 500 ชนิด ลักษณะผิวเป็นตะปุ่มตะป่ำ ลิ้นเรียวสั้นสามารถยืด-หดได้ มีพิษร้ายหากรับประทานเข้าไป แม้ภายนอกจะดูน่ากลัวแต่จริง ๆ แล้วคางคกก็มีประโยชน์อยู่เหมือนกัน อาทิ อาหารที่ปรุงอย่างถูกวิธี ยารักษาโรค และเครื่องหนัง แต่คงไม่มีใครอยากให้คางคกอยู่ในบ้านแน่ ๆ วันนี้กระปุกดอทคอมเลยขอนำวิธีไล่คางคกออกจากบ้านมาบอกต่อ สำหรับคนที่เจอคางคกเข้าบ้านประจำ แต่ไม่รู้จะแก้ปัญหานี้ยังไงดี

1. กำจัดที่อยู่

          นอกจากแหล่งน้ำก็มีที่ชื้น ๆ มืด ๆ อย่างกองเศษไม้นี่แหละที่คางคกชอบอยู่ ควรรีบนำไปทิ้งโดยเร็ว หากพบหลุมหรือบ่อในสวนให้นำดินมาถมให้เต็ม พร้อมซ่อนกับดักไว้ด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้คางคกเข้ามาจำศีล

2. กำจัดแหล่งน้ำ


          มักจะพบคางคกตามแหล่งน้ำบ่อย ๆ เช่น อ่างบัว บ่อปลา หรือร่องน้ำ ถ้าหากมีแหล่งให้กบดานแบบนี้ใกล้ ๆ บ้าน ไม่ยอมไปไหนแน่ ๆ ทางที่จะทำให้คางคกไม่กลับมาอีกก็คือ ทำให้แหล่งน้ำเหล่านั้นแห้งสนิททุกจุดติดกันอย่างน้อย 2 สัปดาห์ และตัดหญ้าหรือต้นไม้ที่อยู่รอบ ๆ บริเวณเดียวกันด้วย

3. กำจัดแหล่งอาหาร

          ในเมื่อคางคกกินแมลงเป็นอาหาร ให้เริ่มจากเลี่ยงการเปิดไฟที่จะล่อแมลงเข้ามาในบ้าน ฉีดยากำจัดแมลงและสัตว์ตัวเล็ก ๆ ให้หมดไป โดยเฉพาะปลวกและมด นอกจากนี้ไม่ควรนำถ้วยใส่อาหารสัตว์วางไว้นอกบ้านด้วย

4. ทำรั้วกั้น

          ถ้ารั้วบ้านยังมีช่องว่างที่คางคกสามารถกระโดดเข้ามาได้ ปิดช่องวางเหล่านั้นและล้อมสระหรืออ่างน้ำด้วยตาข่ายพลาสติก โดยฝังตาข่ายลงดินลึกอย่างน้อย 6-18 นิ้ว และสูงขึ้นมาจากพื้นดินอย่างน้อย 24 นิ้ว ซึ่งวิธีนี้จะช่วยป้องกันงูและสัตว์เลื้อยคลานชนิดอื่นบุกบ้านได้ด้วยล่ะ


5. กำจัดไข่คางคก

          ลักษณะไข่คางคกจะเป็นเส้นเมือกใสมีจุดสีดำเล็ก ๆ อยู่ด้านใน ขนาดประมาณ 2 มิลลิเมตร ต่างจากไข่กบที่มีลักษณะเป็นก้อนเมือกใสเกาะเป็นกลุ่ม ซึ่งวิธีกำจัดก็ไม่ยาก แค่ตักไข่คางคกขึ้นมาวางทิ้งไว้นอกแหล่งน้ำเท่านั้นเอง

6. กำจัดด้วยธรรมชาติ

          วิธีแรกใช้เกลือผสมน้ำแล้วฉีดไปที่ตัวคางคก วิธีที่สองก็คือโรยผงกาแฟรอบ ๆ บริเวณที่อยู่ของคางคก กลิ่นของคาเฟอีนในกาแฟก็จะทำให้คางคกกระสับกระส่าย หนีย้ายออกไปเอง โดยไม่ต้องฆ่าเลย

7. จับไปปล่อย

          ถ้าใจกล้าพอให้ใช้อุปกรณ์ช่วยจับตัวคางคก แล้วนำไปใส่ไว้ในภาชนะทรงสูง เช่น ถังน้ำ ถังขยะ หรือกล่อง พร้อมกับปิดฝากให้มิดชิด ก่อนนำไปปล่อยตามแหล่งน้ำอื่นที่อยู่ไกลบ้านมากที่สุด

    หากบังเอิญเจอคางคกเข้าบ้านหรือเข้ามาป้วนเปี้ยนในสวน ไม่รู้จะทำอย่างไรดี ก็ลองนำวิธีไล่คางคกออกจากบ้านทั้ง 7 วิธีนี้ไปทดลองใช้กันดู จะได้จากกันด้วยดี ไม่ต้องลงฆ่า แล้วรู้สึกเสียใจทีหลัง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก dengarden, stayathomemum, ehow, bugspray, wikihow, homeguides, , dengarden.com, med.mahidol และ pasusat

https://home.kapook.com/view174248.html
เครดิตภาพ https://www.pinterest.com/pin/5770305763532794/

Sunday, March 1, 2020

วิธีไล่จิ้งจกออกจากบ้าน ไม่ต้องรำคาญเสียงร้อง



       วิธีไล่จิ้งจกออกจากบ้าน สำหรับคนที่กลัวจิ้งจก หรือรำคาญเสียงร้องจนไม่อยากอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน อยากรู้วิธีไล่จิ้งจกออกจากบ้าน รีบมาอ่านกันเลย !


       จุ๊...จุ๊...จุ๊ เสียงร้องที่คุ้นเคยของจิ้งจกที่คอยเกาะหนึบอยู่ตามผนังบ้าน คงทำให้คนกลัวจิ้งจกหลายคนต้องขนลุกไปตาม ๆ กัน หรือบางคนก็รำคาญกับเสียงร้องบ่อย ๆ จนอยากจะไล่จิ้งจกไปจากบ้านเสียที วันนี้กระปุกดอทคอมก็เลยขอนำเอา วิธีไล่จิ้งจกออกจากบ้าน มาฝากให้คนที่กำลังมองหาทางออกกันอยู่ จะได้ผลหรือไม่อย่างไรไปลองทำกันดูนะคะ


1. ฉีดน้ำไล่

             เพราะเจ้าจิ้งจกตัวน้อยมักจะคอยเกาะหนึบอยู่กับผนังทำอย่างไรก็ไม่ยอมไปง่าย ๆ ดังนั้นเราจะมาแก้กันด้วยวิธีบ้าน ๆ โดยใส่น้ำในกระบอกฉีดน้ำ หรือปืนฉีดน้ำที่เหลือใช้จากตอนสงกรานต์ แล้วนำไปฉีดบริเวณที่จิ้งจกเกาะอยู่ โดยฉีดน้ำให้โดนสี่ขาของจิ้งจกเพราะน้ำจะเข้าไปแทนที่สูญญากาศจนทำให้จิ้งจกเกาะผนังไม่ติดจนทนอยู่ไม่ได้นั่นเอง

2. น้ำมันก๊าด

             เป็นอีกหนึ่งวิธีง่าย ๆ ที่คนในบ้านอาจจะต้องทนกับกลิ่นฉุน ๆ อยู่สักหน่อย เพราะจิ้งจกก็ไม่ปลื้มกับกลิ่นรุนแรงของน้ำมันก๊าดด้วยเช่นกัน โดยให้ใช้ผ้าเปียกหมาด ๆ พันไม้ยาว แล้วชุบน้ำมันก๊าด จากนั้นแหย่ไม้ไปใกล้ ๆ จิ้งจกที่เกาะอยู่ เจ้าจิ้งจกก็จะทนกลิ่นไม่ไหวจนหนีหายไปเลย

3. เปลือกมะนาว

             เปลือกมะนาวที่เหลือจากการปรุงอาหาร สามารถนำมาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการไล่จิ้งจกได้ โดยใช้เปลือกมะนาวทาถูลงไปบริเวณที่จิ้งจกเกาะอยู่ จิ้งจกที่ไม่ชอบกลิ่นและความแสบร้อนของกรดในมะนาว ก็จะเผ่นกระเจิงไปในที่สุด

4. เลี้ยงแมว

             ใครจะเชื่อว่าการเลี้ยงแมวจะช่วยไล่จิ้งจกได้ด้วย แต่วิธีนี้คงถูกอกถูกใจทาสแมวหลายคน เพราะการเลี้ยงแมวเอาไว้ในบ้าน จะทำให้จิ้งจกไม่กล้าย่างกรายเข้ามาสักเท่าไหร่ เนื่องจากงานอดิเรกของแมวที่คอยวิ่งไล่จับจิ้งจกนั้น ทำให้เหยื่อกลัวซะจนไม่กล้าโผล่มาให้เห็นเลยล่ะ

5. น้ำยาสมุนไพร

             หากอยากได้น้ำยาสมุนไพรที่จะช่วยไล่จิ้งจกได้ ลองหา ใบสาบเสือและใบน้อยหน่า อย่างละเท่า ๆ กัน นำมาตำให้เกิดกลิ่นฉุนสมชื่อ แล้วห่อด้วยผ้า จากนั้นนำไปแขวนบริเวณที่มีจิ้งจกเกาะอยู่ รับรองว่ากลิ่นสาบที่ได้จะทำให้จิ้งจกโบกมือบ๊ายบายไปเลยจ้า

6. สเปรย์ไล่จิ้งจก

             สำหรับใครที่ไม่อยากหาอุปกรณ์มาทำน้ำยาสมุนไพรด้วยตัวเองให้ยุ่งยาก ปัจจุบันมีทั้งน้ำยาสมุนไพรและสเปรย์ไล่จิ้งจกแบบสำเร็จรูปออกมาวางขาย สามารถหาซื้อได้ตามร้านสมุนไพร หรือสั่งซื้อทางอินเทอร์เน็ต

7. กำจัดแมลง

             เป็นอีกหนึ่งวิธีทางอ้อมที่ได้ผล เพราะเจ้าจิ้งจกมักกินแมลงเป็นอาหาร ดังนั้นการกำจัดแมลงและรักษาความสะอาดในบ้านอยู่เสมอ จะทำให้เจ้าจิ้งจกอดโซ จนรู้ว่าบ้านของคุณไม่มีอาหารและไม่น่าอยู่อีกต่อไป

8. เคาะไล่ด้วยไม้

             เป็นวิธีง่าย ๆ ที่หลายบ้านทำแล้วได้ผล เพียงแค่หยิบไม้กวาดหรืออุปกรณ์ใกล้ตัว มาเคาะ ๆ บริเวณที่จิ้งจกเกาะอยู่ เพื่อให้จิ้งจกตกใจกลัวและเผ่นหายไป ทางที่ดีควรจำกัดเส้นทางหนีของจิ้งจกด้วยการเคาะไล่ให้ไปในจุดเปิด เพื่อให้จิ้งจกออกจากบ้านไปได้ง่าย ๆ ไม่ต้องวนเวียนอยู่ในบ้านอีก

9. กวาดและโกยไปทิ้ง

             หากลองมาหลายวิธีแล้วเจ้าจิ้งจกก็ยังติดหนึบไม่ไปไหน คราวนี้คงต้องถึงเนื้อถึงตัวกันหน่อย ด้วยการนำไม้กวาดมาเขี่ยจิ้งจกให้หลุดจากผนัง และรองรับด้วยที่ตักผง ยิ่งถ้าเป็นแบบมีฝาปิดด้วยจะยิ่งดีมาก เพราะเจ้าจิ้งจกจะได้ไม่วิ่งหนีหายไปไหน จากนั้นก็นำจิ้งจกน้อยไปปล่อยเอาไว้นอกบ้าน แล้วบอกลาจากกันดีกว่า

             เหล่านี้คือวิธีไล่จิ้งจกออกจากบ้านที่แตกต่างกันไป โดยไม่ต้องทำร้ายจิ้งจกให้เป็นบาป ซึ่งสำหรับคนที่กลัวจิ้งจก หากไม่อยากลงมือด้วยตัวเองเพราะแค่คิดว่าต้องเข้าใกล้ก็ไม่ไหวแล้ว อาจจะต้องพึ่งพาคนในครอบครัว หรือเพื่อน ๆ มาช่วยลงมือแทนกันหน่อยแล้ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเจ้าจิ้งจกก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิดนะคะ เพราะช่วยกำจัดสารพัดแมลงในบ้านได้เป็นอย่างดีเลยล่ะจ้า

ขอขอบคุณข้อมูลจาก housekeepingexpert และ pestwiki
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/3659243435679338/

Sunday, February 23, 2020

วิธีไล่แมลงวันสารพัดสูตร ให้หมดไปจากบ้าน



         วิธีไล่แมลงวัน สำหรับคนที่กำลังถูกรบกวนจากแมลงวันหัวเขียว และอยากกำจัดแมลงวันให้ออกไปพ้น ๆ จากบ้านสักที วันนี้เรามีวิธีไล่แมลงวันมาบอก


          เคยเป็นไหมคะ ถึงแม้จะทำความสะอาดบ้านจนเอี่ยมอ่องเท่าไร แต่ก็ยังเผลอมีแมลงวันตัวจ้อยบินวนเวียนเข้ามาส่งเสียงคำรามเบา ๆ ให้รำคาญใจทุกที แถมยังไล่แล้วไล่อีกก็ไม่ยอมบินออกจากบ้านไปง่าย ๆ วันนี้กระปุกดอทคอมจึงขอรวบรวม วิธีไล่แมลงวัน มาช่วยแก้ปัญหาให้คนที่กำลังหนักใจกับฝูงแมลงวันในบ้านอยู่ ลองไปดูวิธีกันเลยจ้า

1. น้ำยาล้างจานผสมน้ำ

           เป็นวิธีบ้าน ๆ ที่ไม่ต้องหาซื้ออุปกรณ์จากไหน เพียงแค่นำน้ำยาล้างจานมาผสมกับน้ำเปล่าในปริมาณเท่า ๆ กัน อัตราส่วน 1 : 1 จากนั้นก็นำส่วนผสมที่ได้ไปใส่ลงในกระบอกฉีดน้ำ แล้วนำไปพ่นใส่แมลงวัน จะทำให้แมลงวันหายใจไม่ออก หากไม่อยากให้ถึงตายก็พ่นแค่ละอองเบา ๆ โดยเว้นระยะห่างให้เยอะหน่อย แมลงวันก็คงเข็ดจนหนีหัวซุกหัวซุนแล้วล่ะ

2. พริกไทยป่นผสมน้ำตาลปี๊บ

           อีกหนึ่งอุปกรณ์ไล่แมลงวันที่มีอยู่ในครัว คือพริกไทยป่นและน้ำตาลปี๊บ โดยให้นำมาผสมกันให้เป็นเนื้อเหนียว ๆ แล้วนำไปป้ายลงบนกระดาษหนังสือพิมพ์เก่าเพื่อวางล่อแมลงวัน จากนั้นเมื่อแมลงวันบินมาตอม พิษเผ็ดร้อนของพริกไทยก็จะทำให้แมลงวันสิ้นใจทันที

3. น้ำเชื่อมผสมพริกไทย

           วิธีที่ยากขึ้นมาอีกหน่อย คือการมองหาน้ำเชื่อมเข้มข้นที่มีความเหนียวหนืด นำมาผสมกับพริกไทย จากนั้นใส่ภาชนะแล้วนำไปตั้งไว้ในบริเวณที่แมลงวันชุม เมื่อแมลงวันบินเข้ามาตอมก็จะติดกับดักน้ำเชื่อมเหนียวหนืด และบินหนีไปไหนไม่ได้อีก

4. ยางพาราสดผสมน้ำมันพืช

           ทำกาวดักแมลงวันแบบง่าย ๆ ด้วยการใช้ยางพาราสดมาผสมเข้ากับน้ำมันพืช ให้มีความลื่นและเหนียว จากนั้นใส่ภาชนะหรือป้ายลงบนกระดาษ อาจจะวางเหยื่อล่อนิดหน่อย เช่น อาหารบูด เมื่อแมลงวันมาตอมก็จะติดกับดัก

5. น้ำส้มสายชูผสมน้ำ

           ใช้ประโยชน์จากน้ำส้มสายชูที่มีอยู่ในบ้านด้วยการนำมาผสมเข้ากับน้ำ โดยเน้นความเข้มข้นของน้ำส้มสายชูมากกว่า จากนั้นนำใส่กระบอกฉีดหรือชุบผ้า แล้วนำไปพ่นหรือทาบริเวณมุ้งลวด และจุดที่มีแมลงวันชุม กลิ่นฉุน ๆ ของน้ำส้มสายชูจะทำให้แมลงวันหลีกเลี่ยงและบินหนีไปที่อื่น

6. กระเทียมต้มน้ำเดือด

           ปอกกระเทียมแล้วนำไปใส่หม้อต้มน้ำให้เดือด จากนั้นนำกิ่งไม้เล็ก ๆ มาแช่ลงไปในน้ำกระเทียมที่ต้มเดือดแล้ว แช่ทิ้งไว้จนแน่ใจว่ากลิ่นจะติดกิ่งไม้ได้นาน แล้วก็นำขึ้นไปปักไล่แมลงวันในจุดที่ชุกชุม กลิ่นฉุนของกระเทียมจะทำให้แมลงวันไม่อยากเข้าใกล้

7. รวมมิตรผักกลิ่นฉุน

           ระดมนำเอาผักสดกลิ่นฉุน เช่น ต้นหอม กระเทียม หอมแดง หอมใหญ่ หั่นให้กลิ่นออกแล้วนำไปวางไว้ตามหน้าต่าง หรือโซนที่คิดว่าแมลงวันชอบมาป้วนเปี้ยน กลิ่นฉุนตามธรรมชาติที่ถูกผนึกกำลังกันของผักสด จะทำให้แมลงวันเหม็นจนไม่อยากผ่านเลย

8. เผาเปลือกส้มตากแห้ง

           เปลือกส้มแห้งสามารถใช้เป็นอุปกรณ์ไล่แมลงวันได้ เพียงแค่นำมาเผาให้เกิดควัน เพื่อให้แมลงวันบินหนีไป และนอกจากจะช่วยไล่แมลงวันได้แล้ว กลิ่นไม่พึงประสงค์ในบ้านยังถูกกำจัดออกไปได้ด้วย

9. ตะไคร้หอม

           เรามักจะคุ้นเคยกับสรรพคุณไล่ยุงของตะไคร้หอม แต่จริง ๆ แล้วตะไคร้หอมก็สามารถนำมาไล่แมลงวันได้ไม่ต่างกัน เพียงแค่จุดเตาดินเผาเหมือนที่ใช้ในสปา จากนั้นก็นำตะไคร้หอมใส่ลงไปเผาให้เกิดควัน กลิ่นหอมปนฉุนของตะไคร้หอม จะช่วยไล่แมลงวันและกำจัดยุงได้ในคราวเดียวกันเลย

10. น้ำหมักเหล้าขาว

           สูตรนี้เป็นสูตรจัดหนักที่จะใช้ปราบแมลงวันให้สิ้นซาก ด้วยการนำเหล้าขาว 40 ดีกรี 1 ขวด, น้ำส้มสายชู 2 ขวด, กากน้ำตาล 1 ลิตร, น้ำเปล่า 6 ลิตร และ EM สูตรขยาย 1 ลิตร นำมาผสมให้เข้ากันแล้วหมักไว้ 21 วัน

           เมื่อถึงเวลาให้นำมาใช้ครั้งละ 15 ซี.ซี. ผสมกับน้ำอีก 1 ลิตร หรือลองปรับให้น้อยลงในกรณีที่ใช้น้อย จากนั้นให้นำไปฉีดพ่นแหล่งกำเนิดแมลงวัน จะทำให้ไข่ฝ่อจนหมด นอกจากนี้น้ำหมักที่เหลือ ยังสามารถนำไปฉีดพ่นต้นไม้ในสวนให้งามไม่มีแมลงรบกวนได้อีกด้วย

           ได้รู้จักกับวิธีไล่แมลงวันพร้อมสูตรต่าง ๆ เหล่านี้ หวังว่าจะช่วยให้แมลงวันที่คอยกวนใจหมดไปจากบ้านของคุณสักทีนะคะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก wikihow, thespruce และ naturallivingideas

Thursday, October 10, 2019

10 วิธีกําจัดแมลงสาบตัวเล็ก ให้หมดไปจากบ้านเราสักที



        นอกจากเจ้าแมลงสาบไซส์ใหญ่ที่เราเห็นจนชินตาแล้ว ยังมีแมลงสาบตัวเล็ก ๆ ที่คอยสร้างปัญหาให้กับเราและพบได้บ่อยตามบ้านหรือคอนโด นั่นก็คือ แมลงสาบเยอรมัน หรือ เยอรมัน คอกโรช (German Cockroach) แมลงสาบตัวเล็ก สีน้ำตาลอ่อน ที่ชอบอาศัยอยู่ตามที่อับชื้นและเปียกแฉะ อย่างในห้องครัว ห้องเก็บของ และตู้เสื้อผ้า แม้จะมีดีกรีความสกปรกไม่มากเท่าแมลงสาบตัวใหญ่ แต่ แมลงสาบเยอรมัน แมลงสาบตัวเล็ก ๆ เหล่านี้ก็สร้างความน่ารำคาญให้กับเราไม่น้อยเลย กระปุกดอทคอมเลยรวบรวมวิธีกําจัดแมลงสาบตัวเล็ก ไว้สำหรับไล่แมลงสาบเยอรมันมาบอกต่อแล้วค่ะ

1. วางยาในอาหาร

        หายาเบื่อแมลงสาบมาผสมในอาหารที่ใช้เป็นเหยื่อล่อ ใส่ไว้ในกล่องพลาสติกหรือถาดที่มีขอบกั้น แล้วนำไปวางใต้อ่างล้างจาน บริเวณถังขยะ ใต้ตู้เย็น บริเวณเตา และที่อับชื้นต่าง ๆ ในบ้าน แมลงสาบตัวเล็กก็จะพากันมากินเหยื่อจนหมด แล้วก็หมดลมหายใจทันที แต่บ้านที่มีเด็กเล็กและสัตว์เลี้ยงต้องระวังอย่าให้เข้าใกล้กับดักโดยเด็ดขาด

2. โรยผงกรดบอริก

        หาซื้อผงกรดบอริกมาโรยไว้รอบ ๆ เครื่องใช้ไฟฟ้าและบริเวณที่มีความอับชื้น เมื่อแมลงสาบตัวเล็กมาตกหลุมพราง และเห็นว่าแมลงสาบตัวเล็กตายสนิทแล้วควรรีบทำความสะอาดบริเวณนั้นทันที อย่าปล่อยให้ผงปลิวไปเกาะตามอุปกรณ์ต่าง ๆ ในบ้านได้

3. กับดักเจล

        พับกระดาษเป็นรูปกรวย แล้วนำเจลกำจัดแมลงสาบป้ายไว้ด้านในกรวยให้ทั่ว จากนั้นนำไปวางไว้ตามจุดที่แมลงสาบ เมื่อมีหนึ่งในแมลงสาบหลงกลมาโดนเจลมันก็จะติดเชื้อและนำเชื้อกลับไปแพร่ต่อที่รังของตัวเอง

4. กวาดบ้านให้เกลี้ยง 

        สาเหตุหลักที่ทำให้เจ้าแมลงสาบอยากบุกบ้านนั้นก็คงหนีไม่พ้นความสกปรก ดังนั้นลุกขึ้นมากวาดบ้านและกำจัดเศษขยะจากทุกซอกทุกมุมในบ้านให้หมด เมื่อแมลงสาบตัวเล็กไม่มีอาหาร พวกมันก็จะอพยพออกไปเอง

5. ทำเหยื่อล่อด้วยดินเบา 

        ดินเบา เป็นสารสกัดจากไดอะตอมไมท์ ที่มีซิลิกาจำนวนมาก ดังนั้นก่อนนำมาทำเหยื่อล่อกับดักแมลงสาบ ควรใส่ถุงมือและหน้ากากให้มิดชิด เพราะถ้าสูดดมเข้าไปก็จะเป็นอันตรายได้ โดยนำดินเบามาผสมรวมกับอาหาร แล้ววางไว้ในจุดที่พบแมลงสาบตัวเล็กบ่อย ๆ แต่อย่าวางไว้ใกล้บริเวณอาหารโดยเด็ดขาด เมื่อแมลงสาบเข้าใกล้ ดินเบาก็จะดูดไขมันและความชื้นที่ผิวด้านนอกของมัน ก็จะทำให้แมลงสาบขาดน้ำและตายในที่สุด

6. เบกกิ้งโซดา

        อีกหนึ่งกับดักล่อแมลงสาบที่ทำเองได้ง่าย ๆ จากในครัว เริ่มจากผสมน้ำตาลและเบกกิ้งโซดาในปริมาณที่เท่า ๆ กันลงในน้ำเปล่า จากนั้นเทใส่กระป๋องหรือขวดพลาสติก กลิ่นหวาน ๆ จะล่อให้แมลงสาบเข้ามากินน้ำ แล้วเบกกิ้งโซดาก็ทำให้ท้องของแมลงสาบอัดแน่นไปด้วยแก๊สและขาดใจตายในที่สุด 

7. กับดักกากกาแฟ

        กับดักนี้สามารถทำได้ง่าย ๆ โดยนำกากกาแฟไปแช่ในน้ำเปล่าทิ้งไว้ นำกากกาแฟแช่น้ำใส่ลงไปในขวดโหล ม้วนกระดาษเป็นรูปกรวยแล้วเสียบไว้ที่ปากขวด ตั้งทิ้งไว้ 1 คืน เมื่อแมลงสาบได้กลิ่นก็จะปีนเข้าไปในขวดโหลและตายด้วยกลิ่นของคาเฟอีน

8. จัดห้องครัวให้เป็นระเบียบ

        หลังการทำครัวทุกครั้งควรทำความสะอาดให้เรียบร้อยทันที ไม่ว่าจะเป็นเคาน์เตอร์ โต๊ะอาหาร หรือแม้กระทั่งถังขยะ ส่วนอาหารที่เหลือจากการกินก็อย่าวางทิ้งไว้โดยเด็ดขาด ให้เก็บเข้าตู้กับข้าวหรือหาที่ปิดให้มิดชิด แล้วอย่าลืมนำขยะไปทิ้งนอกบ้านด้วย เพื่อไม่ให้แมลงสาบตัวเล็กมีอาหารไว้หล่อเลี้ยงชีวิต

9. สเปรย์น้ำมันสะเดา

        วิธีไล่แมลงสาบแบบธรรมชาติก็สามารถทำได้ โดยหาน้ำมันสะเดาสกัดสำเร็จรูปมาผสมกับน้ำเปล่า แล้วนำไปวางไว้ตามจุดที่แมลงสาบซ่องสุมอยู่ หรือเทใส่ขวดสเปรย์แล้วฉีดไปบริเวณที่มีแมลงสาบอยู่โดยตรงเลยก็ได้

10. สเปรย์น้ำยาปรับผ้านุ่ม

        จุดอ่อนของแมลงสาบตัวเล็ก ๆ ก็คือพวกมันไม่สามารถหายใจในที่ที่มีกลิ่นน้ำหอมได้ ฉะนั้นจึงสามารถกำจัดพวกมันได้ด้วยการผสมน้ำยาปรับผ้านุ่ม 1 ฝากับน้ำเปล่า ½ ถ้วยตวงให้เข้ากัน แล้วเทใส่ขวดสเปรย์ จากนั้นก็นำไปพ่นตามที่ที่แมลงสาบชอบเข้าไปอยู่

        ยินดีด้วยนะคะสำหรับคนที่ขยะแขยงแมลงสาบเข้าเส้น เพราะต่อไปนี้คุณจะมีสูตรดี ๆ ไว้กำจัดเจ้าแมลงสาบตัวเล็ก ๆ แล้ว จะได้ไม่ต้องปวดหัวกับปัญหาที่มาพร้อมเจ้าพวกนี้อีกต่อไป 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก  Ehow, top10homeremedies, yala และ Phtnet
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/9359111717196639/

Wednesday, July 31, 2019

10 สิ่งที่ไม่ควรใช้เครื่องดูดฝุ่นทำความสะอาด เลี่ยงซะก่อนทำเครื่องพังคามือ!




          10 สิ่งของที่ไม่ควรใช้เครื่องดูดฝุ่นทำความสะอาด แม้จะเก็บกวาดได้สะดวกและรวดเร็วกว่า แต่ควรเลี่ยงเพราะอาจทำให้เครื่องดูดฝุ่นพังจนต้องซื้อเครื่องใหม่  

          ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เครื่องดูดฝุ่น เป็นตัวช่วยทำความสะอาดบ้านยอดฮิตของคุณพ่อบ้าน-แม้บ้านยุคใหม่ เพราะเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดนี้สามารถกำจัดเศษผงเล็ก ๆ ละเอียด ๆ ได้อย่างหมดจด แต่ช้าก่อนค่ะ ใช่ว่าเครื่องดูดฝุ่นแบบแห้งจะใช้ดูดทำความสะอาดได้หมดทุกอย่าง เพราะจริง ๆ แล้ว สิ่งของบางชนิดก็ไม่ควรทำความสะอาดด้วยเครื่องดูดฝุ่น ถ้าอยากให้เครื่องดูดฝุ่นใช้งานได้นาน ๆ ไม่ควรเอาไปทำความสะอาดของเหล่านี้นะคะ 

1. เส้นผม

          สังเกตกันไหมคะว่าร้านตัดผมส่วนใหญ่มักจะใช้ไม้กวาดในการทำความสะอาดมากกว่าเครื่องดูดฝุ่น ซึ่งสาเหตุก็เป็นเพราะว่าหากใช้เครื่องดูดฝุ่นเส้นผมยาว ๆ กองใหญ่ ๆ เหล่านั้นจะเข้าไปอุดตันการทำงานของเครื่องดูดฝุ่น แต่ก็ใช่ว่าจะใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดเส้นผมที่ร่วงบนพื้นบ้านไม่ได้เลยซะทีเดียว ตราบใดที่ปริมาณเส้นผมไม่เยอะ ก็ยังสามารถใช้เครื่องดูดฝุ่นทำความสะอาดได้อยู่ 

2. เศษแก้ว

          นอกจากจะเป็นอันตรายกับคนแล้ว เศษแก้วยังทำให้เครื่องดูดฝุ่นเสียอีกด้วย เพราะจะทำให้ระบบภายในเครื่องติดขัดและขูดขีดจนเป็นรอย ซึ่งการทำความสะอาดเศษแก้วแตกที่ดีที่สุด ก็คือ การสวมถุงมือแล้วหยิบเอาเศษแก้วชิ้นใหญ่ ๆ ออกไปก่อน จากนั้นก็ค่อยนำเครื่องดูดฝุ่นมาทำความสะอาดเศษแก้วชิ้นเล็ก ๆ แค่นี้ก็ช่วยกำจัดเศษแก้วแตกบนพื้นได้อย่างหมดจด แถมช่วยถนอมเครื่องดูดฝุ่นไปได้ในตัวอีกด้วย

3. เศษดิน เศษใบไม้ และขี้เถ้า

          ถ้าหากใครเผลอทำเศษดินหกกระจายบนพื้น หรือมีเศษใบไม้ ดอกไม้ รวมถึงขี้เถ้าร่วงหล่นบนพื้นบ้านละก็ ควรใช้ไม้กวาด หรือไม่ก็รอให้ดินแห้งสนิทก่อน แล้วค่อยนำเครื่องดูดฝุ่นมาทำความสะอาด เพราะความชื้นของดินจะทำให้เกิดเชื้อราในตัวเครื่อง อีกทั้งเศษใบไม้ ดอกไม้ อาจจะเข้าไปอุดตันอยู่ในท่อดูด ส่วนผงขี้เถ้าที่มีความละเอียดสูง อาจจะถูกพัดไปติดข้างหลังเครื่อง หรือกระจายไปสู่ส่วนอื่นของบ้านได้ง่าย ซึ่งวิธีทำความสะอาดขี้เถ้าที่ดีที่สุด คือ โรยกากกาแฟลงไปบนขี้เถ้าก่อน จากนั้นก็นำผ้ามาเช็ดออก แล้วค่อยนำไปทิ้งค่ะ 

4. กากกาแฟ

          หากจะทำความสะอาดกากกาแฟให้กระดาษทิชชูมาเช็ดออกไปจะดีกว่า เพราะถ้าใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดกากกาแฟเข้าไป ผงกากกาแฟอาจจะเข้าไปเกาะอยู่ในระบบไฟฟ้าภายในเครื่อง อีกทั้งยังมีความชื้นสะสมที่อาจทำให้เกิดเชื้อราได้นั่นเอง 

5. แป้งและเครื่องสำอาง

          เวลาทำผงแป้งหกลงพื้น หลายคนมักจะใช้เครื่องดูดฝุ่นมาทำความสะอาด เพราะช่วยกำจัดได้อย่างหมดจดและมีประสิทธิภาพ ทว่าบางครั้งการใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดเศษละอองละเอียดเล็ก ๆ อย่างนี้ ก็สามารถทำให้มันลอยตัวกลับขึ้นมาในอากาศ ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจได้ ฉะนั้นถ้าหากใครไม่อยากเสี่ยง ขอแนะนำให้ทำความสะอาดด้วยผ้าชุบน้ำเปียกจะดีที่สุด ส่วนพวกฝุ่นผงจากเครื่องสำอาง เช่น อายแชโดว์ บลัชออน หรือแม้กระทั่งลิปสติกและรองพื้นก็ควรหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องดูดฝุ่นเช่นกัน เพราะเมื่อมันเข้าไปอยู่ในตัวเครื่อง ก็อาจละลายและสร้างความเสียหายกับเครื่องดูดฝุ่นได้

6. สกรูและน็อต

          สกรูและน็อตก็สามารถสร้างความเสียหายให้กับมอเตอร์ของเครื่องดูดฝุ่นได้เหมือนกัน ฉะนั้นอย่าเผลอใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดเศษอะไหล่พวกนี้เข้าไปเด็ดขาด โดยทางที่ดีเวลาทำความสะอาดบ้าน หากพบว่ามีสิ่งของเหล่านี้ตกหล่นอยู่ ก็ให้รีบเก็บขึ้นมาก่อนใช้เครื่องดูดฝุ่นดีกว่า

7. เหรียญ

          แน่นอนว่าเราไม่ควรใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดเหรียญเข้าไปอยู่แล้ว แต่นอกจากเหตุผลที่ว่าเงินเป็นของมีค่า จนต้องเก็บรักษาเอาไว้ ก็ยังมีอีกเหตุผลหนึ่ง คือ เงินเหรียญสามารถแตกออกเป็นชิ้น ๆ ข้างในเครื่องดูดฝุ่นและสร้างความเสียหายได้ ดังนั้นคราวหน้าคราวหลังก็อย่าลืมเช็กบนพื้นให้ดีก่อนทำความสะอาด จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียดายทีหลังไงล่ะ

8. กระดาษฝอย

          ถ้าหากใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดเศษกระดาษฝอยเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอกค่ะ แต่ถ้าหากใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดเศษกระดาษฝอยกองใหญ่ ๆ จำนวนเยอะ ๆ ละก็ สามารถทำให้มอเตอร์เครื่องดูดฝุ่นของคุณพังได้ ซึ่งไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ไม่น่าลองเสี่ยงทั้งนั้น ดังนั้นหันใช้ไม้กวาดในการทำความสะอาดแทนเวิร์กสุด

9. ของเล่น

          ก่อนจะดูดฝุ่นทำความสะอาดบ้านทุกครั้ง ขอแนะนำให้มองหาสิ่งของชิ้นเล็ก ๆ เช่น เลโก้ รวมถึงของชิ้นเล็ก ๆ อย่าง กิ๊บติดผมและคลิปหนีบกระดาษบนพื้น เก็บออกให้หมดก่อน เพราะไอเท็มจิ๋ว ๆ เหล่านี้ก็มีพิษสง สามารถอุดตันขวางท่อดูดฝุ่น หรือแตกเป็นชิ้นเล็ก ๆ จนทำให้ตัวเครื่องเสียหายได้ได้

10. น้ำ

          หากเพราะหากมีน้ำเข้าไปในเครื่องดูดฝุ่นไม่ใช่แค่ทำให้ระบบไฟฟ้าขัดข้องหรือเสี่ยงต่อการโดนไฟฟ้าชอตเท่านั้น แต่อาจทำให้มีเชื้อราสะสมอยู่ในตัวเครื่องและส่งผลเสียในระยะยาว เพราะฉะนั้นก่อนทำความสะอาดควรใช้ผ้าเช็ดน้ำให้แห้งก่อนจะดีกว่า

          เห็นแล้วใช่ไหมคะว่าไม่ใช่ทุกอย่างที่สามารถทำความสะอาดได้ด้วยเครื่องดูดฝุ่น ฉะนั้นถ้าหากใครไม่อยากให้เครื่องดูดฝุ่นพังเร็วกว่ากำหนด จนต้องเปลืองเงินซื้อใหม่โดยใช่เหตุละก็ ขอแนะนำให้ลด ละ เลิกการนำเครื่องดูดฝุ่นไปทำความสะอาดวัตถุเหล่านี้ซะ แล้วอะไรที่สามารถเก็บได้ด้วยมือ หรือกวาดได้ด้วยไม้กวาด ก็ทำเถอะ รับรองง่าย ๆ แค่นี้ก็จะช่วยถนอมเครื่องดูดฝุ่นให้อยู่กับเราไปได้อีกนาน แถมยังประหยัดเงินและทำความสะอาดได้อย่างมีประสิทธิภาพสุด ๆ ไปเลยด้วย

ขอขอบคุณข้อมูลประกอบจาก apartmenttherapy และ littlethings


Sunday, July 21, 2019

15 วิธีเตรียมความพร้อม รับมือปัญหาในบ้านที่มาพร้อมกับหน้าฝน



          ปัญหาบ้านหน้าฝนมีมากมายเลย แต่ปัญหาเหล่านั้นทำอะไรเราไม่ได้อีก แค่เพียงเราเตรียมตัวรับมือกับปัญหาบ้านในหน้าฝนไว้ให้พร้อมด้วยวิธีรับมือเหล่านี้

          หน้าฝนอาจทำให้อากาศภายในบ้านเย็นสบาย แต่ก็อย่าลืมว่ามีปัญหาตามมาไม่น้อย เช่น ปัญหาน้ำท่วมเข้าบ้าน ปัญหาหลังคารั่ว ทั้งยังส่งผลต่อส่วนอื่น ๆ ของบ้าน ไม่ว่าจะเป็นเชื้อราหรือคราบเหลืองที่มาจากน้ำฝน สำหรับบ้านเราก็ถือว่าเข้าหน้าฝนแล้ว ฉะนั้นมาเตรียมบ้านให้พร้อมรับมือกับพายุฝนด้วย 15 วิธีดังต่อไปนี้กันค่ะ

          1. ซ่อมหลังคาและรอยรั่วให้เรียบร้อย ถือเป็นสิ่งแรกที่ต้องทำเลยก็ว่าได้ ถ้าตรวจเจอให้รีบซ่อมทันทีเพื่อป้องกันปัญหาอื่น ๆ ที่จะตามมา

          2. ติดตั้งปั๊มน้ำระบายน้ำเสีย ห้องใต้ดินถือเป็นพื้นที่ที่เสี่ยงที่สุดในหน้าฝน เพราะเป็นห้องที่อยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ ระบบระบายน้ำธรรมดาอาจจะช่วยระบายน้ำไม่ทัน

          3. เช็กระบบไฟฟ้าในบ้าน ฝนตกย่อมมาพร้อมกับไฟดับในหน้าฝน ทั้งแบตเตอรี่สำรอง ไฟฉาย หรือแม้กระทั่งตะเกียง เทียนไข ควรหามาติดบ้านไว้จะดีที่สุด

          4. ทำความสะอาดท่อและรางน้ำ เพราะหากในท่อน้ำและรางน้ำมีเศษใบไม้ ดิน และสิ่งสกปรกอื่น ๆ ค้างอยู่ ถ้าถูกน้ำฝนชะล้างก็จะกลายเป็นคราบสกปรกเปื้อนผนังบ้านได้ 

          5. ทาสีย้อมไม้กันน้ำ ทั้งลมและแดดในหน้าร้อนล้วนแต่เป็นสาเหตุที่ทำให้ไม้แตกเป็นรอย และถ้าน้ำฝนซึมเข้าไปในเนื้อไม้ ไม้บริเวณนั้นอาจเสียหายจนอาจจะต้องเปลี่ยนใหม่

          6. ตรวจหารอยรั่วตามหน้าต่าง ถึงแม้จะปิดหน้าต่างไว้แน่นสนิทแค่ไหน แต่ถ้าหน้าต่างมีรอยรั่ว น้ำฝนก็สาดเข้ามาทำความเสียหายให้บ้านได้ โดยเฉพาะตามขอบหน้าต่าง น้ำจะซึมเข้ามาทำให้เนื้อไม้บวมและเกิดคราบเหลืองบนผนัง

          7. ตรวจสอบระเบียงและกันสาด กันสาดบ้านเป็นอีกสิ่งที่ช่วยกันฝนสาด ไม่ว่าจะเป็นที่ระเบียงหรือหน้าต่างควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้

          8. กำจัดแหล่งมดและแมลงที่อยู่ในบ้าน มดและแมลงต่าง ๆ จะชอบหนีน้ำเข้ามาอยู่ในบ้าน ฉะนั้นควรกำจัดรังและแหล่งที่อยู่ให้สิ้นซาก เพื่อป้องกันไม่ให้แมลงเหล่านั้นกลับมาอีก

          9. เตรียมอุปกรณ์ อย่างเช่น  กระสอบทรายหรือผ้ายางกันน้ำให้พร้อม เพราะฝนที่ตกอาจจะมีปริมาณน้ำมาก ท่ออาจจะระบายน้ำไม่ทันและไหลเข้ามาในบ้านสร้างความเสียหาย  

          10. ตรวจสอบระบบระบายน้ำในสวน หน้าฝนมีปริมาณน้ำที่มากกว่าปกติ ระบบระบายน้ำในสวนอาจจะระบายไม่ทัน น้ำจะขังทำให้ต้นไม้เน่าและตายได้

          11. ปิดระบบให้น้ำอัตโนมัติในสวน ปริมาณน้ำฝนในหน้าฝนเพียงพอต่อต้นไม้ในสวนแล้ว หรือถ้าวันไหนฝนไม่ตกก็ให้รดด้วยสายยางแทน

          12. ตั้งถังเก็บน้ำฝนตามท่อรางน้ำ ถึงแม้น้ำฝนในปัจจุบันจะไม่ค่อยปลอดภัยต่อการบริโภค แต่อย่างน้อยก็สามารถนำไปใช้รดน้ำต้นไม้หรือล้างรถได้

          13. ย้ายกระถางต้นไม้ต้นเล็ก ๆ เข้าในที่ร่ม เพราะรากต้นไม้เล็ก ๆ ที่ปลูกในกระถางอาจจะไม่แข็งแรงพอเมื่อต้องรับมือกับพายุฝน ฝนอาจจะชะล้างดินและขังอยู่ในกระถาง ทำให้รากเน่าและตายได้  

          14. ตัดกิ่งไม้แห้ง กิ่งไม้ที่ตายแล้วออก เพราะตอนฝนตกกิ่งไม้เหล่านั้นอาจหักลงมาทับคนหรือบ้านพังเสียหายได้

          15. เก็บไฟล์งานสำรองไว้ อะไรก็เกิดขึ้นได้เมื่อมีฝน ถึงแม้เครื่องใช้และอุปกรณ์ที่ใช้ทำงานทั้งหลายจะอยู่ในบ้าน แต่ก็ไม่ควรจะประมาท ทางที่ดีเก็บไฟล์งานสำคัญสำรองไว้ที่อื่นด้วยก็ดี         

ขอขอบคุณข้อมูลจาก sbcfire และ  latimes