Wednesday, July 31, 2019

10 สิ่งที่ไม่ควรใช้เครื่องดูดฝุ่นทำความสะอาด เลี่ยงซะก่อนทำเครื่องพังคามือ!




          10 สิ่งของที่ไม่ควรใช้เครื่องดูดฝุ่นทำความสะอาด แม้จะเก็บกวาดได้สะดวกและรวดเร็วกว่า แต่ควรเลี่ยงเพราะอาจทำให้เครื่องดูดฝุ่นพังจนต้องซื้อเครื่องใหม่  

          ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เครื่องดูดฝุ่น เป็นตัวช่วยทำความสะอาดบ้านยอดฮิตของคุณพ่อบ้าน-แม้บ้านยุคใหม่ เพราะเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดนี้สามารถกำจัดเศษผงเล็ก ๆ ละเอียด ๆ ได้อย่างหมดจด แต่ช้าก่อนค่ะ ใช่ว่าเครื่องดูดฝุ่นแบบแห้งจะใช้ดูดทำความสะอาดได้หมดทุกอย่าง เพราะจริง ๆ แล้ว สิ่งของบางชนิดก็ไม่ควรทำความสะอาดด้วยเครื่องดูดฝุ่น ถ้าอยากให้เครื่องดูดฝุ่นใช้งานได้นาน ๆ ไม่ควรเอาไปทำความสะอาดของเหล่านี้นะคะ 

1. เส้นผม

          สังเกตกันไหมคะว่าร้านตัดผมส่วนใหญ่มักจะใช้ไม้กวาดในการทำความสะอาดมากกว่าเครื่องดูดฝุ่น ซึ่งสาเหตุก็เป็นเพราะว่าหากใช้เครื่องดูดฝุ่นเส้นผมยาว ๆ กองใหญ่ ๆ เหล่านั้นจะเข้าไปอุดตันการทำงานของเครื่องดูดฝุ่น แต่ก็ใช่ว่าจะใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดเส้นผมที่ร่วงบนพื้นบ้านไม่ได้เลยซะทีเดียว ตราบใดที่ปริมาณเส้นผมไม่เยอะ ก็ยังสามารถใช้เครื่องดูดฝุ่นทำความสะอาดได้อยู่ 

2. เศษแก้ว

          นอกจากจะเป็นอันตรายกับคนแล้ว เศษแก้วยังทำให้เครื่องดูดฝุ่นเสียอีกด้วย เพราะจะทำให้ระบบภายในเครื่องติดขัดและขูดขีดจนเป็นรอย ซึ่งการทำความสะอาดเศษแก้วแตกที่ดีที่สุด ก็คือ การสวมถุงมือแล้วหยิบเอาเศษแก้วชิ้นใหญ่ ๆ ออกไปก่อน จากนั้นก็ค่อยนำเครื่องดูดฝุ่นมาทำความสะอาดเศษแก้วชิ้นเล็ก ๆ แค่นี้ก็ช่วยกำจัดเศษแก้วแตกบนพื้นได้อย่างหมดจด แถมช่วยถนอมเครื่องดูดฝุ่นไปได้ในตัวอีกด้วย

3. เศษดิน เศษใบไม้ และขี้เถ้า

          ถ้าหากใครเผลอทำเศษดินหกกระจายบนพื้น หรือมีเศษใบไม้ ดอกไม้ รวมถึงขี้เถ้าร่วงหล่นบนพื้นบ้านละก็ ควรใช้ไม้กวาด หรือไม่ก็รอให้ดินแห้งสนิทก่อน แล้วค่อยนำเครื่องดูดฝุ่นมาทำความสะอาด เพราะความชื้นของดินจะทำให้เกิดเชื้อราในตัวเครื่อง อีกทั้งเศษใบไม้ ดอกไม้ อาจจะเข้าไปอุดตันอยู่ในท่อดูด ส่วนผงขี้เถ้าที่มีความละเอียดสูง อาจจะถูกพัดไปติดข้างหลังเครื่อง หรือกระจายไปสู่ส่วนอื่นของบ้านได้ง่าย ซึ่งวิธีทำความสะอาดขี้เถ้าที่ดีที่สุด คือ โรยกากกาแฟลงไปบนขี้เถ้าก่อน จากนั้นก็นำผ้ามาเช็ดออก แล้วค่อยนำไปทิ้งค่ะ 

4. กากกาแฟ

          หากจะทำความสะอาดกากกาแฟให้กระดาษทิชชูมาเช็ดออกไปจะดีกว่า เพราะถ้าใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดกากกาแฟเข้าไป ผงกากกาแฟอาจจะเข้าไปเกาะอยู่ในระบบไฟฟ้าภายในเครื่อง อีกทั้งยังมีความชื้นสะสมที่อาจทำให้เกิดเชื้อราได้นั่นเอง 

5. แป้งและเครื่องสำอาง

          เวลาทำผงแป้งหกลงพื้น หลายคนมักจะใช้เครื่องดูดฝุ่นมาทำความสะอาด เพราะช่วยกำจัดได้อย่างหมดจดและมีประสิทธิภาพ ทว่าบางครั้งการใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดเศษละอองละเอียดเล็ก ๆ อย่างนี้ ก็สามารถทำให้มันลอยตัวกลับขึ้นมาในอากาศ ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจได้ ฉะนั้นถ้าหากใครไม่อยากเสี่ยง ขอแนะนำให้ทำความสะอาดด้วยผ้าชุบน้ำเปียกจะดีที่สุด ส่วนพวกฝุ่นผงจากเครื่องสำอาง เช่น อายแชโดว์ บลัชออน หรือแม้กระทั่งลิปสติกและรองพื้นก็ควรหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องดูดฝุ่นเช่นกัน เพราะเมื่อมันเข้าไปอยู่ในตัวเครื่อง ก็อาจละลายและสร้างความเสียหายกับเครื่องดูดฝุ่นได้

6. สกรูและน็อต

          สกรูและน็อตก็สามารถสร้างความเสียหายให้กับมอเตอร์ของเครื่องดูดฝุ่นได้เหมือนกัน ฉะนั้นอย่าเผลอใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดเศษอะไหล่พวกนี้เข้าไปเด็ดขาด โดยทางที่ดีเวลาทำความสะอาดบ้าน หากพบว่ามีสิ่งของเหล่านี้ตกหล่นอยู่ ก็ให้รีบเก็บขึ้นมาก่อนใช้เครื่องดูดฝุ่นดีกว่า

7. เหรียญ

          แน่นอนว่าเราไม่ควรใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดเหรียญเข้าไปอยู่แล้ว แต่นอกจากเหตุผลที่ว่าเงินเป็นของมีค่า จนต้องเก็บรักษาเอาไว้ ก็ยังมีอีกเหตุผลหนึ่ง คือ เงินเหรียญสามารถแตกออกเป็นชิ้น ๆ ข้างในเครื่องดูดฝุ่นและสร้างความเสียหายได้ ดังนั้นคราวหน้าคราวหลังก็อย่าลืมเช็กบนพื้นให้ดีก่อนทำความสะอาด จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียดายทีหลังไงล่ะ

8. กระดาษฝอย

          ถ้าหากใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดเศษกระดาษฝอยเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอกค่ะ แต่ถ้าหากใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดเศษกระดาษฝอยกองใหญ่ ๆ จำนวนเยอะ ๆ ละก็ สามารถทำให้มอเตอร์เครื่องดูดฝุ่นของคุณพังได้ ซึ่งไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ไม่น่าลองเสี่ยงทั้งนั้น ดังนั้นหันใช้ไม้กวาดในการทำความสะอาดแทนเวิร์กสุด

9. ของเล่น

          ก่อนจะดูดฝุ่นทำความสะอาดบ้านทุกครั้ง ขอแนะนำให้มองหาสิ่งของชิ้นเล็ก ๆ เช่น เลโก้ รวมถึงของชิ้นเล็ก ๆ อย่าง กิ๊บติดผมและคลิปหนีบกระดาษบนพื้น เก็บออกให้หมดก่อน เพราะไอเท็มจิ๋ว ๆ เหล่านี้ก็มีพิษสง สามารถอุดตันขวางท่อดูดฝุ่น หรือแตกเป็นชิ้นเล็ก ๆ จนทำให้ตัวเครื่องเสียหายได้ได้

10. น้ำ

          หากเพราะหากมีน้ำเข้าไปในเครื่องดูดฝุ่นไม่ใช่แค่ทำให้ระบบไฟฟ้าขัดข้องหรือเสี่ยงต่อการโดนไฟฟ้าชอตเท่านั้น แต่อาจทำให้มีเชื้อราสะสมอยู่ในตัวเครื่องและส่งผลเสียในระยะยาว เพราะฉะนั้นก่อนทำความสะอาดควรใช้ผ้าเช็ดน้ำให้แห้งก่อนจะดีกว่า

          เห็นแล้วใช่ไหมคะว่าไม่ใช่ทุกอย่างที่สามารถทำความสะอาดได้ด้วยเครื่องดูดฝุ่น ฉะนั้นถ้าหากใครไม่อยากให้เครื่องดูดฝุ่นพังเร็วกว่ากำหนด จนต้องเปลืองเงินซื้อใหม่โดยใช่เหตุละก็ ขอแนะนำให้ลด ละ เลิกการนำเครื่องดูดฝุ่นไปทำความสะอาดวัตถุเหล่านี้ซะ แล้วอะไรที่สามารถเก็บได้ด้วยมือ หรือกวาดได้ด้วยไม้กวาด ก็ทำเถอะ รับรองง่าย ๆ แค่นี้ก็จะช่วยถนอมเครื่องดูดฝุ่นให้อยู่กับเราไปได้อีกนาน แถมยังประหยัดเงินและทำความสะอาดได้อย่างมีประสิทธิภาพสุด ๆ ไปเลยด้วย

ขอขอบคุณข้อมูลประกอบจาก apartmenttherapy และ littlethings


Sunday, July 21, 2019

15 วิธีเตรียมความพร้อม รับมือปัญหาในบ้านที่มาพร้อมกับหน้าฝน



          ปัญหาบ้านหน้าฝนมีมากมายเลย แต่ปัญหาเหล่านั้นทำอะไรเราไม่ได้อีก แค่เพียงเราเตรียมตัวรับมือกับปัญหาบ้านในหน้าฝนไว้ให้พร้อมด้วยวิธีรับมือเหล่านี้

          หน้าฝนอาจทำให้อากาศภายในบ้านเย็นสบาย แต่ก็อย่าลืมว่ามีปัญหาตามมาไม่น้อย เช่น ปัญหาน้ำท่วมเข้าบ้าน ปัญหาหลังคารั่ว ทั้งยังส่งผลต่อส่วนอื่น ๆ ของบ้าน ไม่ว่าจะเป็นเชื้อราหรือคราบเหลืองที่มาจากน้ำฝน สำหรับบ้านเราก็ถือว่าเข้าหน้าฝนแล้ว ฉะนั้นมาเตรียมบ้านให้พร้อมรับมือกับพายุฝนด้วย 15 วิธีดังต่อไปนี้กันค่ะ

          1. ซ่อมหลังคาและรอยรั่วให้เรียบร้อย ถือเป็นสิ่งแรกที่ต้องทำเลยก็ว่าได้ ถ้าตรวจเจอให้รีบซ่อมทันทีเพื่อป้องกันปัญหาอื่น ๆ ที่จะตามมา

          2. ติดตั้งปั๊มน้ำระบายน้ำเสีย ห้องใต้ดินถือเป็นพื้นที่ที่เสี่ยงที่สุดในหน้าฝน เพราะเป็นห้องที่อยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ ระบบระบายน้ำธรรมดาอาจจะช่วยระบายน้ำไม่ทัน

          3. เช็กระบบไฟฟ้าในบ้าน ฝนตกย่อมมาพร้อมกับไฟดับในหน้าฝน ทั้งแบตเตอรี่สำรอง ไฟฉาย หรือแม้กระทั่งตะเกียง เทียนไข ควรหามาติดบ้านไว้จะดีที่สุด

          4. ทำความสะอาดท่อและรางน้ำ เพราะหากในท่อน้ำและรางน้ำมีเศษใบไม้ ดิน และสิ่งสกปรกอื่น ๆ ค้างอยู่ ถ้าถูกน้ำฝนชะล้างก็จะกลายเป็นคราบสกปรกเปื้อนผนังบ้านได้ 

          5. ทาสีย้อมไม้กันน้ำ ทั้งลมและแดดในหน้าร้อนล้วนแต่เป็นสาเหตุที่ทำให้ไม้แตกเป็นรอย และถ้าน้ำฝนซึมเข้าไปในเนื้อไม้ ไม้บริเวณนั้นอาจเสียหายจนอาจจะต้องเปลี่ยนใหม่

          6. ตรวจหารอยรั่วตามหน้าต่าง ถึงแม้จะปิดหน้าต่างไว้แน่นสนิทแค่ไหน แต่ถ้าหน้าต่างมีรอยรั่ว น้ำฝนก็สาดเข้ามาทำความเสียหายให้บ้านได้ โดยเฉพาะตามขอบหน้าต่าง น้ำจะซึมเข้ามาทำให้เนื้อไม้บวมและเกิดคราบเหลืองบนผนัง

          7. ตรวจสอบระเบียงและกันสาด กันสาดบ้านเป็นอีกสิ่งที่ช่วยกันฝนสาด ไม่ว่าจะเป็นที่ระเบียงหรือหน้าต่างควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้

          8. กำจัดแหล่งมดและแมลงที่อยู่ในบ้าน มดและแมลงต่าง ๆ จะชอบหนีน้ำเข้ามาอยู่ในบ้าน ฉะนั้นควรกำจัดรังและแหล่งที่อยู่ให้สิ้นซาก เพื่อป้องกันไม่ให้แมลงเหล่านั้นกลับมาอีก

          9. เตรียมอุปกรณ์ อย่างเช่น  กระสอบทรายหรือผ้ายางกันน้ำให้พร้อม เพราะฝนที่ตกอาจจะมีปริมาณน้ำมาก ท่ออาจจะระบายน้ำไม่ทันและไหลเข้ามาในบ้านสร้างความเสียหาย  

          10. ตรวจสอบระบบระบายน้ำในสวน หน้าฝนมีปริมาณน้ำที่มากกว่าปกติ ระบบระบายน้ำในสวนอาจจะระบายไม่ทัน น้ำจะขังทำให้ต้นไม้เน่าและตายได้

          11. ปิดระบบให้น้ำอัตโนมัติในสวน ปริมาณน้ำฝนในหน้าฝนเพียงพอต่อต้นไม้ในสวนแล้ว หรือถ้าวันไหนฝนไม่ตกก็ให้รดด้วยสายยางแทน

          12. ตั้งถังเก็บน้ำฝนตามท่อรางน้ำ ถึงแม้น้ำฝนในปัจจุบันจะไม่ค่อยปลอดภัยต่อการบริโภค แต่อย่างน้อยก็สามารถนำไปใช้รดน้ำต้นไม้หรือล้างรถได้

          13. ย้ายกระถางต้นไม้ต้นเล็ก ๆ เข้าในที่ร่ม เพราะรากต้นไม้เล็ก ๆ ที่ปลูกในกระถางอาจจะไม่แข็งแรงพอเมื่อต้องรับมือกับพายุฝน ฝนอาจจะชะล้างดินและขังอยู่ในกระถาง ทำให้รากเน่าและตายได้  

          14. ตัดกิ่งไม้แห้ง กิ่งไม้ที่ตายแล้วออก เพราะตอนฝนตกกิ่งไม้เหล่านั้นอาจหักลงมาทับคนหรือบ้านพังเสียหายได้

          15. เก็บไฟล์งานสำรองไว้ อะไรก็เกิดขึ้นได้เมื่อมีฝน ถึงแม้เครื่องใช้และอุปกรณ์ที่ใช้ทำงานทั้งหลายจะอยู่ในบ้าน แต่ก็ไม่ควรจะประมาท ทางที่ดีเก็บไฟล์งานสำคัญสำรองไว้ที่อื่นด้วยก็ดี         

ขอขอบคุณข้อมูลจาก sbcfire และ  latimes

Monday, March 4, 2019

เปิดม่านรับแสงกันเถอะ ! 10 ประโยชน์ของแดดที่ดีกับบ้าน รู้แล้วจะรักหน้าร้อนขึ้นเยอะ



รวม 10 ประโยชน์ของแสงแดดที่ส่งผลดีกับบ้านและคนในบ้าน บอกเลยว่าฤดูร้อนก็มีดีเลอค่าไม่แพ้ฤดูไหน ๆ นะจ้ะ 

ถึงแม้ตอนนี้อากาศจะร้อน แดดจะแรง แต่ขอร้องทุกคนอย่าเพิ่งหัวร้อนกันเลย เพราะวันนี้กระปุกดอทคอมมีประโยชน์ของแสงแดดที่ส่งผลอันดีงามต่อบ้านของเรามาฝาก บอกเลยว่าถ้าหากได้รู้กันแล้ว หลายคนจะต้องรู้สึกดีกับแสงแดด แสงธรรมชาติมากขึ้นแน่ ๆ ก็แหม นอกจากจะช่วยให้บ้านสวยงามและกว้างขวางแล้ว ยังดีกับจิตใจของเราอีกต่างหาก เอาล่ะ ความดีงามของแสงแรง ๆ ในอากาศร้อน ๆ แบบนี้จะมีอะไรบ้าง ตามมาดูกันได้เลยค่ะ


1. ช่วยกำจัดเชื้อราในบ้าน

          ตามปกติแล้วเชื้อโรค เชื้อรา และสิ่งสกปรกต่าง ๆ มักจะอาศัยอยู่ในบริเวณที่มืด ความชื้นสูง และมีอากาศเย็น เช่น มุมอับ ห้องเก็บของ ห้องใต้ดิน ห้องใต้หลังคา ดังนั้นเพียงแค่เราเปิดหน้าต่างให้แสงแดดอุ่น ๆ เข้ามาในบ้านบาง ก็จะช่วยทำลายแหล่งที่อยู่และลดการแพร่กระจายของกองทัพเชื้อรา ทำให้คนในบ้านมีสุขภาพที่ดีและปลอดภัยจากตัวร้าย

2. ช่วยลดการใช้พลังงาน 

          ทุกวันนี้หลายคนเริ่มหันมาใส่ใจและรักโลกกันมากขึ้น ซึ่งเราก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยโลกของเราได้ โดยการเปิดม่าน-หน้าต่างเพื่อทำให้บ้านสว่างโดยไม่ต้องพึ่งแสงจากหลอดไฟ นอกจากจะช่วยค่าไฟได้ส่วนหนึ่งแล้ว ที่สำคัญแสงธรรมชาติยังทำให้บรรยากาศภายในบ้านดูปลอดโปร่ง สะอาด และทำให้ห้องต่าง ๆ ดูกว้างขวางขึ้นอีกต่างหาก 

3. ช่วยเพิ่มความปลอดภัย
    
          บ้านที่เต็มไปด้วยแสงธรรมชาติ ย่อมดีกว่าบ้านที่มืดทึบ อึมครึม เพราะแสงแดดนอกจากจะช่วยให้ความสว่างไสวแล้ว ยังช่วยลดอุบัติเหตุในบ้าน เนื่องจากแสงธรรมชาติไม่หลอกตา ทำให้มองเห็นสิ่งกีดขวางได้ชัดเจน แถมยังช่วยให้อ่านหนังสือหรือทำงานที่ต้องใช้สายตาจดจ้องได้ง่ายและดีมากยิ่งขึ้นอีกด้วย บอกเลยว่าแสงแดดที่ส่องเข้ามาในบ้านช่วยถนอมสายตาและเซฟความปลอดภัยของเราได้เยอะเลยล่ะค่ะ

4. ทำให้ต้นไม้ในบ้านเจริญเติบโต 

          นอกจากการจัดสวนรอบบ้าน หลายคนยังนิยมปลูกต้นไม้ในบ้านกันด้วย ก็แหม การปลูกต้นไม้ในบ้านมีประโยชน์เพียบ ทั้งช่วยให้บ้านสวยงามสดใส ช่วยลดมลพิษในอากาศ แถมยังดูสดชื่น ใครเล่าจะไม่อยากปลูก อ๊ะ ๆ ๆ ทว่าช้าก่อนค่ะ ถึงแม้การปลูกต้นไม้-ดอกไม้ในบ้านจะไม่ต้องดูแลมาก ไม่ต้องโดนแดดจัด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปลูกตรงไหนในบ้านก็ได้ แต่ควรย้ายกระถางไปวางในที่ที่โดนแสงแดดบ้าง ก็จะช่วยให้ต้นไม้เจริญเติบโตได้ดี ออกดอกออกใบสวยงามให้เราชื่นชม 

5. ส่งผลดีกับการตกแต่งภายใน

          สำหรับคนที่อยากแต่งบ้านให้สวยงาม น่ามอง เหมือนมีสถาปนิกมาออกแบบให้ ขอบอกเลยว่าแสงแดดสามารถช่วยคุณได้ เพราะถ้าหากลองสังเกตกันดี ๆ ก็จะเห็นว่าสถาปนิกชื่อดังหลายคนมักจะคำนึงถึงเรื่องทิศทางของแสงด้วยเสมอ เพราะนอกจากจะทำให้พื้นที่เล็ก ๆ ดูกว้างขวางมากขึ้นได้ อีกทั้งยังช่วยให้ภายในแต่ละส่วนของบ้านดูสว่าง ไม่อึมครึม อึดอัด คับแคบ แถมยังทำให้

6. แสงแดดช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับบ้าน

          นอกจากเรื่องที่ทราบกันดีกว่าแสงช่วยเพิ่มความสว่าง ทำให้พื้นที่ดูใหญ่โต กว้างขวาง น่าอยู่ แถมยังโล่ง โปร่ง สบาย ยังส่งผลให้คนที่สนใจจะซื้อบ้านยอมควักกระเป๋าจ่ายตามราคาที่เราตั้งไว้ได้แบบไม่ยากเย็นยิ่งถ้าหากบ้านหลังไหนมีหน้าต่างกว้าง ๆ เปิดรับแสงแดดพร้อมมองเห็นวิวด้วยละก็ บอกเลยเพิ่มมูลค่าได้มากโขเลยทีเดียว ฮั่นแน่ รู้งี้แล้วใครมีแพลนจะขายบ้านต่อก็อย่าลืมคำนึงถึงจุดนี้ด้วยนะคะ 

7. ทำให้บรรยากาศดูผ่อนคลาย

          รู้ไหมคะว่าแสงแดดมีผลกระทบต่ออารมณ์ของเราด้วย ลองสังเกตง่าย ๆ บางคนอาจจะรู้สึกหงุดหงิดถ้าได้รับความร้อนจากแสงแดดมากเกินไป แต่ในทางกลับกันถ้าหากร่างกายขาดแสงแดด ก็อาจจะทำให้มีอาการซึมเศร้าได้ ฉะนั้นทางที่ดีเราควรใมีห้แสงแดดในบ้านบ้าง เพราะแสงแดดจะช่วยกระตุ้นให้สมองผลิตเซโรโทนินหรือสารที่ทำให้รู้สึกดี พร้อมกับทำให้เรารู้สึกกลับมามีชีวิตชีวา ยิ้มง่ายขึ้น ไม่เบื่อหน่ายอีกต่อไป

8. ช่วยเพิ่มระดับความสุข

          ไม่เพียงแค่ช่วยให้ผ่อนคลายจากความซึมเศร้าเท่านั้น แต่สารเซโรโทนินที่ร่างกายจะผลิตจากการถูกกระตุ้นของแสงแดด ยังช่วยกระตุ้นอารมณ์ บรรเทาความเจ็บปวด และทำให้เรารู้สึกมีความสุขได้อีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นแสงแดดยังช่วยในการผลิตสารเอนดอร์ฟินหรือสารแห่งความสุขอีกต่างหาก บอกเลยว่าแค่อยู่ในบ้านที่มีแสงแดดส่องเข้ามาถึง ก็ช่วยให้เรามีแฮปปี้ขึ้นได้มากแล้ว

9. ช่วยให้นอนหลับสนิท 

          อาจจะฟังดูแปลก แต่การเปิดให้แสงแดดสาดส่องเข้ามาในบ้านตอนกลางวัน สามารถช่วยให้เรานอนหลับฝันดีได้ในตอนกลางคืน เพราะแสงแดดมีผลต่อการผลิตเมลาโทนิน ฮอร์โมนที่ช่วยให้เรานอนหลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเมื่อร่างกายของเราเริ่มสะสมฮอร์โมนเมลาโทนินไว้ตั้งแต่ตอนกลางวัน ก็จะส่งผลให้เราหลับได้ง่าย สนิท และเร็วขึ้นในตอนกลางขึ้น ฉะนั้นแล้วยิ่งเราเปิดรับแสงแดดในบ้านมากขึ้นเท่าไร ก็จะช่วยให้เรานอนหลับตอนกลางคืนได้มากขึ้นเท่านั้นนั่นเอง

10. แสงแดดช่วยให้คนในบ้านทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

          ผลการวิจัยของ Sacramento Municipal Utility District รายงานว่า ผู้คนที่ทำงานในห้องที่มีแสงแดดสาดส่องจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 10-25% เมื่อเทียบกับคนที่ทำงานในห้องที่ไม่ได้รับแสงแดด ฉะนั้นถ้าหากใครอยากทำงานที่บ้านอย่างมีประสิทธิภาพละก็ อย่าลืมเปิดให้แสงธรรมชาติส่องเข้ามาภายในบ้านเลยนะคะ

          
แน่นอนว่าเราไม่ควรจะโดนแสงแดดจัด ๆ ตรง ๆ ฉะนั้นการอยู่ในบ้านที่เปิดรับแสงแดดอย่างเหมาะสมจึงเป็นอะไรที่เพอร์เฟกต์มาก ฮั่นแน่ ในเมื่อรู้อย่างนี้แล้ว คราวนี้ก็อย่าลืมเปิดกระจก เปิดหน้าต่าง เพื่อให้แสงธรรมชาติสาดส่องเข้ามาข้างในได้อย่างเต็มที่นะคะ ^^

ขอขอบคุณข้อมูลจาก egresspro, cherwellwindows, elemental.green และ salisbury-glass
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/218987600603310770/




Wednesday, June 6, 2018

10 วิธีซักคราบเหลืองบนเสื้อผ้า ฝังแน่นแค่ไหนก็กำจัดได้ !



           วิธีซักคราบเหลือง คราบเหงื่อไคล และคราบสกปรกบนเสื้อผ้า ให้กลับมาสะอาดเหมือนใหม่ จะสวมใส่ไปลุยกิจกรรมที่ไหนก็ยังดูดี ไม่มีคราบสกปรกมาทำลายขณะสวมใส่

           ต่อให้เสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่ไม่ได้มีราคาหรูหราอะไรมากนัก แต่ถ้าดูเรียบร้อยและสะอาดสะอ้านไร้คราบสกปรกจากเหงื่อไคล เสื้อผ้าของคุณก็จะช่วยปรับบุคลิกให้ดูดีขึ้นได้อีกเยอะเลย ดังนั้นวันนี้กระปุกดอทคอมขอนำเอาวิธีซักคราบสกปรกบนเสื้อผ้ามาฝากกันค่ะ ใช้ซักได้ทั้งคราบเหลือง คราบเหงื่อไคล และคราบสกปรกอื่น ๆ บนเสื้อผ้า รับรองว่ากลับมาสะอาดเหมือนใหม่แน่นอน

1. แชมพูหรือน้ำยาล้างจาน

          ถ้าที่บ้านไม่มีผลิตภัณฑ์ตัวช่วยในการซักทำความสะอาดเสื้อผ้าก็ไม่เป็นไรค่ะ แค่นำแชมพูยาสระผมหรือน้ำยาล้างจานของใช้ภายในครัวเรือนของเรานี่แหละ นำมาป้ายลงบนคราบเหลืองจากเหงื่อไคลและคราบสกปรก ทิ้งไว้ 30 นาที จากนั้นก็นำไปทำความสะอาดตามปกติ เสื้อผ้าก็จะกลับมาสะอาดเหมือนใหม่

2. ออกซี่คลีน (Oxiclean)
 
          เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ช่วยทำความสะอาดคราบสกปรกบนเสื้อผ้าได้สารพัด ด้วยการทำปฏิกิริยากันระหว่างออกซิเจนกับน้ำ ส่วนวิธีการจำกัดคราบเหลืองนั้นก็ให้นำออกซี่คลีนมาผสมกับน้ำเพียงเล็กน้อย แล้วนำไปถูตามคราบเหลือง ใช้แปรงสีฟันอันเก่าขัดให้คราบหลุดออก ทิ้งไว้ 2-3 นาที แต่ถ้าเป็นคราบหนักให้ทิ้งไว้สัก 2 ชั่วโมง จากนั้นก็นำไปซักตามปกติคราบก็จะหายไป 
 
3. สบู่ก้อน

          สบู่ก้อนมีอีกหนึ่งคุณสมบัติที่ช่วยกำจัดคราบเหลืองจากเหงื่อไคลตามจุดต่าง ๆ บนเสื้อผ้าได้ดี ไม่แพ้ผลิตภัณฑ์ซักผ้าทั่วไป แถมยังอ่อนโยนไม่ทำร้ายเนื้อผ้าอีกต่างหาก เมื่อเสื้อผ้าเปื้อนคราบก็ให้รีบนำมาทำความสะอาดให้เร็วที่สุด เริ่มจากป้ายน้ำเปล่าลงบนคราบ แล้วนำก้อนสบู่มาถูคราบและขยี้ให้เกิดฟองจนคราบนั้นจางหายไป แล้วนำไปซักทำความสะอาดเลยทันที

4. น้ำมะนาว

          หากใครกังวลว่าผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารเคมีจะส่งผลข้างเคียงทำลายเนื้อผ้า งั้นให้เปลี่ยนมาใช้ของจากธรรมชาติอย่าง น้ำมะนาว แทนก็ได้ค่ะ ก่อนซักเสื้อผ้าให้ผสมน้ำมะนาวและน้ำเปล่าในปริมาณที่เท่า ๆ ป้ายส่วนผสมลงบนคราบ ขัดเบา ๆ จนคราบหลุดออกแล้วนำไปซักอีกครั้ง

5. ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (Hydrogen peroxide)

          แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นน้ำยาล้างแผล แต่ไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ (Hydrogen peroxide) ก็ช่วยกำจัดคราบเหงื่อไคลไปพร้อม ๆ กับการฆ่าเชื้อโรคบนเสื้อผ้าได้นะ ก่อนอื่นต้องผสมน้ำเปล่าและไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ในปริมาณที่เท่า ๆ กัน จากนั้นนำมาป้ายลงบนคราบ ทิ้งไว้ 30 นาที แล้วนำไปซักทำความสะอาด แต่มีข้อแม้อยู่ว่าห้ามใช้วิธีนี้กับเสื้อผ้าสีโดยเด็ดขาดมิเช่นนั้นสีอาจจะตกได้
 
6. แอมโมเนีย

          แอมโมเนียก็เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติช่วยทำความสะอาดคราบเหลืองจากเหงื่อไคลบนเสื้อผ้าได้เช่นกัน แค่ผสมแอมโมเนียกับน้ำเปล่าในปริมาณที่เท่า ๆ กัน เมื่อส่วนผสมเข้ากันดี ก็ให้ป้ายลงบนคราบ แล้วนำไปซักทำความสะอาดเลยทันที อย่าแช่ผ้าทิ้งไว้นาน ๆ เด็ดขาด

7. เกลือ

          ถ้าคราบเหลืองจากเหงื่อไคลนั้นเพิ่งเป็นคราบเกิดใหม่หรือเป็นคราบเบา แนะนำให้ผสมเกลือ 1 ช้อนโต๊ะ กับน้ำน้ำเปล่า 1 ถ้วยตวง ไม่ต้องคนให้ส่วนผสมละลายจนหมด ใช้ฟองน้ำชุบแล้วขัดลงบนคราบเปื้อนเหล่านั้น จนกว่าคราบจะจางหายไปแล้วนำไปซักทำความสะอาดก็พอค่ะ

8. น้ำส้มสายชู

          น้ำส้มสายชู เรียกได้ว่าเป็นของใช้ที่ทำประโยชน์ได้ทั่วทั้งบ้านเลยจริง ๆ ค่ะ แม้กระทั่งการกำจัดคราบเหงื่อไคลบนเสื้อผ้า โดยเริ่มจากผสมน้ำส้มสายชู 2 ช้อนโต๊ะ กับน้ำเปล่า 1 ถ้วยตวง เพื่อป้ายลงบนคราบสกปรก ทิ้งไว้ 30 นาที ก่อนจะนำซักทำความสะอาดในขั้นตอนต่อไป
 
9. เบกกิ้งโซดา
 
          สำหรับคราบเหลืองที่เริ่มแห้งและแข็งกรังให้กำจัดด้วยสครับจากการนำเบกกิ้งโซดา 4 ช้อนโต๊ะ กับน้ำเปล่า ¼ ถ้วยตวง มาผสมให้เป็นเนื้อสครับเข้มข้น จากนั้นก็ป้ายลงบนคราบและขัดจนกว่าคราบจะจางหายไป ก่อนนำไปซักให้เสื้อผ้ากลับมาสะอาดอีกครั้ง
 
10. วอดก้า
 
          แม้แต่เครื่องดื่มอย่าง วอดก้า ก็ยังช่วยกำจัดคราบเหลืองจากเหงื่อไคลและคราบสกปรกอื่น ๆ บนเสื้อผ้าได้เหมือนกัน ด้วยการผสมวอดก้ากับน้ำเปล่าในปริมาณเท่ากัน เทใส่ขวดสเปรย์เพื่อฉีดพ่นลงบนคราบเหล่านั้น ทิ้งไว้สักพัก แล้วนำไปซักทำความสะอาดตามปกติให้เสื้อผ้ากลับมาเหมือนใหม่อีกครั้ง
 
          
บอกลาคราบเหลือง คราบเหงื่อไคล และคราบสกปรกต่าง ๆ บนเสื้อผ้าที่เป็นตัวการทำลายบุคลิกไปได้เลย ด้วยวิธีการทำความสะอาดคราบบนเสื้อผ้าง่าย ๆ ด้วยของใช้ที่มีอยู่ภายในบ้าน เพียงเท่านี้คุณก็จะเสื้อผ้าสะอาด ๆ สวมใส่ไปอีกนานแสนนาน ไม่ต้องซื้อใหม่ให้สิ้นเปลือง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก cheatsheet, Howstuffworks, Araikongdien และ Naturalhealthcareforyou
เครดิตภาพ https://www.pinterest.com/pin/15621929948429248/


Tuesday, November 7, 2017

12 วิธีทาสีบ้านที่คนชอบทำ แต่มันพลาดอย่างแรง !


การทาสีบ้านอาจดูเหมือนเรื่องง่าย แค่เอาแปรงจุ่มสีป้ายลงบนผนังก็ไม่เห็นจะมีอะไรยาก แต่รู้หรือไม่ว่าการทาสีบ้านที่หลายคนทำอยู่ กลับเป็นวิธีผิด ๆ ที่ไม่ควรทำเลยจริง ๆ

         การทาสีบ้านไม่ใช่เรื่องที่ทำกันบ่อย ๆ เหมือนทำความสะอาดบ้าน ทำให้หลายคนยังไม่รู้ว่า การทาสีบ้านจริง ๆ แล้วมีวิธีที่จะทำให้การทาสีง่าย ราบรื่น และเสร็จไวขึ้น แต่ที่ทำให้การทาสีบ้านดูเป็นเรื่องยากก็เพราะว่าวิธีทาสีบ้านแบบผิด ๆ ที่ชอบทำกันเป็นประจำนี่แหละ แต่คิดว่าหลายคนน่าจะยังไม่รู้ตัวเลย วันนี้จะเอามาเฉลยให้ฟังว่ามีอะไรบ้างพร้อมนำวิธีที่ถูกต้องมาให้ฟัง

1. สีไม่ตรงกับที่คิดไว้ 


         เวลาที่ไปซื้อสีทาบ้านทางร้านมักจะมีตารางเทียบสีมาให้เลือก แต่ในบางครั้งเมื่อนำสีมาทาบ้านแล้วสีกลับไม่เหมือนในตารางที่เลือกไว้ นั่นก็เป็นเพราะว่าแสงไฟที่ร้านกับที่บ้านนั้นไม่เหมือนกัน ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินใจซื้อสีมาทาควรขอสีตัวอย่างกลับมาทาพื้นที่ก่อน ถ้าสีโดนแสงแล้วไม่ถูกใจจะได้เปลี่ยนสีใหม่ทันเวลาก่อนทาไปแล้วแต่ต้องมานั่งเซ็งภายหลัง

2. เปิดฝาถังสีทิ้งไว้

         เพื่อความสะดวกหลายคนชอบเปิดฝาถังสีไว้ โดยลืมคิดไปว่าอาจจมีอุบัติเหตุที่ทำให้ถังล้มจนสีหกกระจายเต็มพื้น ฉะนั้นวิธีป้องกันคือควรปิดฝาถังสีทุกครั้งแม้ในระหว่างทำงาน เผื่อไว้ถ้าเกิดเหตุที่ไม่คาดคิดสีจะได้ไม่เลอะพื้น โดยเฉพาะบ้านที่มีสัตว์เลี้ยงควรกันไว้ให้ห่าง ไม่อย่างนั้นบ้านของคุณอาจจะเต็มไปด้วยรอยประทับจากเจ้าตูบ

3. ใช้ลูกกลิ้งทาผนังติดกับเพดาน

         สำหรับคนที่ใช้ลูกกลิ้งทาสีก็อาจจะกลิ้งจนลืมดูว่าสูงเกินไป จนทำให้สีจากลูกกลิ้งติดเพดานโดยไม่ได้ตั้งใจ ฉะนั้นก่อนทาควรหาเทปกาวติดเพดานกันสีเลอะเอาไว้ก่อนทา หรือทาสีเฉพาะส่วนกลางผนังก่อน แล้วค่อยใช้แปรงหรือลูกกลิ้งทาสีผนังบริเวณที่ติดกับเพดานในแนวขวาง ก็จะทำให้งานออกมาเนี้ยบโดยไม่ต้องตามแก้ทีหลัง

4. ทาสีซ้ำหลายรอบเกินไป

         ในการทาสีเฟอร์นิเจอร์ไม้ ประตู หรือตู้ ควรทาสีเพียงรอบเดียว แล้วค่อยทาสีย้ำเฉพาะพื้นที่ที่ยังไม่โดนสีก็พอ และการทาในส่วนเล็ก ๆ แบบนี้ก็ไม่จำเป็นต้องจุ่มสีเพิ่มหากมีสีเดิมค้างอยู่ที่ขนแปรง ส่วนในกรณีที่จำเป็นต้องทาซ้ำควรรอบให้สีรอบแรกแห้งสนิทเสียก่อนแล้วค่อยลงสีเพิ่ม เพราะหากทำในขณะที่สีรอบแรกยังไม่แห้งดีจะทำให้เนื้อสีไม่เรียบ

5. เก็บสีไว้ในที่เย็น

         อุณหภูมิก็มีผลกับเนื้อสีเช่นกัน เช่น อากาศเย็นจะทำให้สีจับกันเป็นก้อน ดังนั้นหลังการใช้งานจึงควรเก็บไว้ในอุณหภูมิห้องปกติ และไม่ทาสีในวันที่อากาศเย็นเพราะความชื้นในอากาศจะทำให้สีแห้งยาก ในทางกลับกันหากทาสีในวันที่อากาศร้อนมาก ๆ จะทำให้สีแห้งเร็วจนอาจเกิดคราบและเกิดฟองอากาศ

6. ไม่ลอกสีเคลือบเงาก่อน

         บางคนอาจคิดว่าซื้อสีมาแล้วสามารถทาได้เลย สุดท้ายสีก็หลุดออกมาเป็นแผ่น ๆ จนต้องทาใหม่ ฉะนั้นจึงควรลอกสีเคลือบเงาโดยการขูดหรือใช้กระดาษทรายขัดออกก่อน หรือถ้าจะให้ดีก็ใช้น้ำยาลอกสีเคลือบผนังโดยเฉพาะ เพื่อให้สีที่ทาใหม่ติดแน่นทนนานไม่ต้องทาซ้ำบ่อย ๆ

7. ทาสีในที่สลัวหรือแสงน้อย

         การทาสีตอนเย็นหรือมีแสงน้อยนั้นถือว่าไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้ไม่เห็นความผิดพลาดและรอยต่าง ๆ ดังนั้นจึงควรเปิดหน้าต่างให้ผนังโดนแสงธรรมชาติระหว่างการทำงาน เพื่อให้เห็นเนื้อสีที่แท้จริงเห็นรอยตำหนิอย่างชัดเจน

8. เลือกสีไม่เหมาะกับพื้นที่

         ไม่ว่าฝีมือการทาสีของคุณหรือของช่างจะเทพขนาดไหน แต่ถ้าเลือกสีผิดผนังบ้านก็จะดูไม่น่ามองอยู่ดี ฉะนั้นหลีกเลี่ยงการใช้สีสะท้อนแสงหรือสีที่มีสารเคลือบเงากับบริเวณที่มีพื้นผิวไม่เรียบ เพราะจะยิ่งเป็นการเน้นให้ส่วนที่มีรอยตำหนิชัดขึ้น หรือถ้าสีใหม่ที่จะทานั้นเข้มกว่าสีเก่าให้ทาสีรองพื้นก่อน แต่หากไม่ควรทาสีเคลือบเงาทับผนังที่ทาสีเคลือบเงาไว้ก่อนหน้านี้ เพราะจะทำให้สีเพี้ยนและพังมาก

9. ลงสีทาไม้โดยไม่ผสมทินเนอร์

         ถ้าเป็นการทาสีผนังธรรมดานั้นไม่จำเป็นต้องใช้ทินเนอร์ก็ได้ แต่สำหรับเฟอร์นิเจอร์ไม้และตู้ต่าง ๆ จำเป็นต้องผสมทินเนอร์กับสีก่อนทา เพื่อลดความหนืดของเนื้อสี และทำให้สีทาง่ายและเรียบเนียนยิ่งขึ้น

10. ไม่ใช้สีกันคราบและความชื้น

         รอยด่างดำที่เกิดจากความชื้น อย่างเช่น คราบเชื้อรา ช่างเกะกะสายตาเสียจริง ๆ หลายคนเลยตัดสินใจทาสีใหม่เพื่อกลบคราบสกปรกที่แก้ไม่หาย แต่หากไม่แก้ที่ต้นเหตุสักวันก็เจอปัญหาแบบนี้อีกอยู่ดี โดยเฉพาะไม้ซึ่งเป็นวัสดุที่ไวต่อความชื้น ฉะนั้นหากเป็นไปได้ควรทาสีกันคราบและความชื้นรองพื้นก่อนที่จะทาสีจริง        

11. ไม่ติดเทปตามขอบประตูและหน้าต่าง

         การทาสีบริเวณตามขอบประตูและหน้าต่างนั้นต้องใช้ความระวังมากกว่าพื้นที่อื่น เพราะหากเผลออาจทำให้สีเลอะส่วนที่ไม่ต้องการจะทาได้ แถมบางพื้นที่อาจจะแก้ยากอีกต่างหาก ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้สีเปื้อนบริเวณอื่น ควรหาเทปกาวมาติดก่อนและลอกเทปหลังจากสีแห้ง จะได้ไม่ต้องปวดหัวเรื่องสีเปื้อนอีก

12. จุ่มแปรงลงถังสีทั้งอัน

         หลาย ๆ คนติดนิสัยชอบจุ่มขนแปรงลงถังสีทั้งหมด ซึ่งจริง ๆ แล้วการทาสีใช้แค่ส่วนปลายขนแปรงเท่านั้น แถมการทำแบบนี้ยังทำให้สีเลอะบริเวณรอบข้างอีกต่างหาก ฉะนั้นจุ่มสีแค่ส่วนปลายจนถึงกึ่งกลางก็พอ จะได้ไม่เปลืองสีโดยเปล่าประโยชน์ด้วย

         ถ้าใครที่กำลังวางแผนจะทาสีบ้านลองเอาวิธีที่เรานำมาฝากไปใช้กันได้นะคะ เพื่อสีทาบ้านที่อุตส่าห์ตั้งใจลงมือทำด้วยตัวเอง ออกมาจะได้สวยสมใจไร้รอยตำหนิราวกับมือโปรมาเอง !

เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/126945283236865866/

Saturday, October 14, 2017

10 วิธีประหยัดพลังงานในบ้านแบบเห็นผลจริง




พลังงานเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่เยอะก็จริง แต่ถ้าเราไม่รู้จักใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด สักวันหนึ่งพลังงานที่เอื้ออำนวยให้เราได้รับความสะดวกสบายทุกวันนี้ ก็มีโอกาสที่จะหมดไปจากโลกเราได้ง่าย ๆ เหมือนกัน ซึ่งปัญหาแหล่งทรัพยากรลดลงอย่างต่อเนื่อง ก็เป็นประเด็นที่ผู้คนทั่วโลกให้ความสนใจไม่น้อย และหากคุณเองก็เป็นหนึ่งคนที่อยากจะประหยัดพลังงานกับเขาบ้าง ก็เริ่มได้ง่าย ๆ จากบ้านของเราเอง ซึ่งนอกจากจะได้ช่วยลดโลกร้อนแล้ว ยังส่งผลโดยตรงกับรายจ่ายประจำบ้าน ช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าไปได้อีกเยอะอย่างไม่น่าเชื่อเลยล่ะ ลองไปดูวิธีประหยัดพลังงานในบ้านกันนะคะ

1. ปรับอุณหภูมิแอร์อย่างเหมาะสม

          ตามสถิติการใช้ไฟของทุกบ้านจะเพิ่มสูงขึ้นในช่วงฤดูร้อน ซึ่งหลัก ๆ จะเกิดจากการเปิดใช้แอร์ที่มากขึ้นนั่นเอง และถึงแม้ว่าหลายคนจะรู้ดีอยู่แล้วว่า ควรจะปรับอุณหภูมิแอร์ให้อยู่ในระดับ 25 องศาเซลเซียส แต่บางครั้งความร้อนระอุของอากาศก็ทำให้เราเผลอลืมตัว ลดอุณหภูมิแอร์ลงอีกหน่อยอย่างช่วยไม่ได้ แต่ถ้าอยากจะประหยัดพลังงานจริง ๆ ต่อไปลองบังคับตัวเองให้เปิดแอร์ในอุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียสให้ได้ดีกว่านะ เพราะเพียงแค่นี้ก็ช่วยให้คุณลดการใช้พลังงานลงไปได้เยอะเชียวล่ะ

2. ลดการใช้แอร์

          นอกจากการปรับอุณหภูมิแอร์ให้ไม่ต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียสแล้ว เราก็ควรเลี่ยงการเปิดแอร์บ้าง อย่างวันไหนที่อากาศกำลังสบาย ไม่ร้อนจัดจนเกินไป เปิดแค่พัดลมและหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท ก็น่าจะพอเนอะ ยิ่งพอเข้าสู่หน้าหนาว อากาศเย็น ๆ อย่างช่วงนี้ คงไม่จำเป็นต้องเปิดแอร์สักเท่าไรเลย ก็ถือโอกาสใช้ช่วงเวลาหน้าหนาวให้เป็นประโยชน์ในการประหยัดไฟไปในตัว

3. ปิดก๊อกน้ำเมื่อไม่ใช้


          หลายคนชอบให้น้ำอุ่น ๆ ไหลผ่านตัวอย่างสม่ำเสมอในเวลาอาบน้ำ เพราะมันให้ความรู้สึกผ่อนคลายสบายตัวสุด ๆ แต่รู้ไหมคะว่า การเปิดน้ำทิ้งขว้างเกินความจำเป็นอย่างนั้น จะทำให้เราเสียพลังงานน้ำไปเท่าไร โดยเฉพาะคนที่ชอบเปิดก๊อกน้ำทิ้งไว้ตลอด แม้ขณะยืนแปรงฟัน หรือตอนกำลังล้างจานอยู่ก็ตาม คงได้ตกใจกับบิลค่าน้ำปลายเดือนอย่างไม่ต้องสงสัยเลยนะจ๊ะ

4. ถอดปลั๊กไฟทุกครั้งหลังใช้งาน


          เพียงแค่ปิดสวิตช์เครื่องใช้ไฟฟ้า ก็ไม่ได้หมายความว่ากระแสไฟจะไม่ไหลเวียนผ่านเครื่องใช้ไฟฟ้าของคุณนะคะ ดังนั้นหากคุณไม่ได้ถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกครั้งหลังใช้งาน ก็จะเท่ากับว่า คุณเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นนั้นให้ทำงานอยู่ตลอดเวลา และแม้จะกินไฟไม่เท่าตอนเปิดใช้งานเครื่องจริง ๆ แต่เพียงแค่เสียบปลั๊กทิ้งไว้ ก็สูญเสียพลังงานไฟฟ้าไปได้ถึง 0.002 กิโลวัตต์/ ชั่วโมงเลยล่ะ

  5. อาบน้ำเย็นเแทนน้ำอุ่น

          ต้องยอมรับว่าการอาบน้ำอุ่น ช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลายได้มากจริง ๆ หลายคนก็เลยติดใจ ต้องอาบน้ำอุ่นทุกครั้ง แม้วันนั้นอากาศจะร้อนมากแค่ไหนก็ตาม แต่รู้ไหมคะว่า แค่คุณเลี่ยงการใช้น้ำอุ่น หรือแค่ลดอุณหภูมิน้ำอุณให้เย็นลงสักนิด ก็สามารถประหยัดไฟได้ไม่น้อยเลยทีเดียว ที่สำคัญหากเปลี่ยนใจมาอาบน้ำเย็นได้ ผิวพรรณของคุณก็จะดูชุ่มชื้นขึ้น ร่างกายก็จะได้ความสดชื่นอีกด้วยนะ

6. ติดม่านป้องกันความร้อน

          โชคดีที่เรายังมีม่านหน้าต่าง สำหรับกันแสงแดด และความร้อนเข้าบ้านอยู่บ้าง เวลากลางวันบ้านจะได้ไม่โดนแดดส่องมากจนเกินไป จนทำให้บริเวณภายในบ้านสะสมความร้อนระอุเอาไว้ ลดการทำงานของแอร์ลงไปได้อีก นอกจากนี้วันไหนที่อากาศค่อนข้างหนาวเย็น ก็สามารถรูดม่านมาเปิดลมเย็น ๆ จากภายนอกได้ด้วย อ้อ ! รวมทั้งวันไหนที่คุณต้องการแสงสว่างในบ้านมาก ๆ เพียงแค่เปิดม่าน ปรับแสงให้ส่องเข้ามาในบ้านของเรามากขึ้น ก็ช่วยให้เราไม่ต้องเปิดโคมไฟในบ้านอีกด้วยจ้า

7. ซักผ้าด้วยระบบน้ำเย็น

          เครื่องซักผ้าส่วนใหญ่มักจะมีระบบซักด้วยน้ำร้อนพ่วงมาด้วย เพื่อการันตีว่าการซักผ้าของเราจะสะอาด ปราศจากเชื้อโรคได้มากที่สุด แต่ถ้าคุณไม่ได้ไปคลุกฝุ่น ลุยโคลนที่ไหน ก็ใช้น้ำยาซักผ้าธรรมดา และซักผ้าด้วยระบบน้ำอุณหภูมิปกติก็เพียงพอให้ผ้าสะอาดหมดจดแล้วล่ะ แต่ถ้าอยากฆ่าเชื้อโรคแนะนำให้เทน้ำส้มสายชูลงไปผสมกับน้ำยาซักผ้าสัก 1 ถ้วยตวง รับรองว่าเชื้อโรคสลายตัวแน่ ๆ

8. เลี่ยงการอบผ้า

          ในวันที่แดดจัด อากาศก็ร้อน หรือในช่วงหน้าหนาวที่อากาศแห้ง ๆ แบบนี้ เราไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องอบผ้าให้เปลืองไฟเลยด้วยซ้ำ เพียงแค่ซักผ้าตามระบบปกติ แล้วนำผ้าไปตากให้ที่แจ้ง ให้แดดและลมทำหน้าที่ดูดซับความชื้นจากเสื้อผ้าออกไปจนแห้งสนิทก็พอแล้ว

9. เลือกใช้หลอดประหยัดไฟ

          หากในบ้านของคุณยังคงใช้หลอดไฟแบบธรรมดา ไม่ได้มีฉลากประหยัดไฟ คงต้องลงทุนเปลี่ยนหลอดไฟเป็นแบบฟลูออร์เรสเซ้นส์แล้วล่ะ เพราะหลอดไฟแบบประหยัดไฟ ให้แสงสว่างพอ ๆ กับหลอดไฟธรรมดา แต่ไม่ทำให้เปลืองไฟนะจ๊ะ

10. ล้างฟิลเตอร์แอร์และพัดลมฟอกอากาศเสมอ

          สำหรับบ้านที่มีเครื่องปรับอากาศ ควรต้องถอดฟิลเตอร์แอร์ออกมาล้างทำความสะอาดบ่อย ๆ เพราะถ้าปล่อยให้ฝุ่นละอองสะสมอยู่ในฟิลเตอร์อย่างนั้น จะทำให้แอร์ทำงานหนักมากขึ้น เปลืองไฟอย่างใช่เหตุ นอกจากนี้ควรถอดพัดลมฟอกอากาศมาล้างด้วย ลมเย็น ๆ จะได้พัดผ่านเข้ามาในบ้านเราได้อย่างสะดวก


          จริง ๆ แล้วยังมีวิธีประหยัดพลังงานอีกมากมายที่เราสามารถทำได้ อย่างเช่น เดินขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟต์ หรือใช้จักรยาน และใช้บริการรถสาธารณะแทนการขับรถส่วนตัว แต่บางอย่างก็ต้องยอมรับว่า ค่อนข้างลำบากที่จะทำ ดังนั้นวิธีประหยัดพลังงานที่เราแนะนำ ก็น่าจะเป็นเรื่องพื้นฐานที่ปฏิบัติตามได้ง่าย ๆ เนอะ