Saturday, December 17, 2016

วิธีกำจัดเชื้อรา ที่ขึ้นในบ้าน ให้คุณหมดวังกล ด้วยวิธีง่ายๆ แบบนี้…แบบไม่อยากเชื่อว่าจะเยี่ยมจริง ๆ




รามีหลายประเภท (species) และแต่ละชนิดก็มีผลต่อสุขภาพแตกต่างกัน และที่แน่นอนคือเมื่อมีราเกิดขึ้นไม่ว่าส่วนใดของบ้าน ต้องกำจัดออก ไม่ต้องคิดเมตตาปราณีเป็นอันขาด

หลายคนอาจยังเข้าใจว่าเชื้อราก่อให้เกิดโรคเฉพาะผิวหนังภายนอก เช่น กลากเกลื้อน เชื้อราที่มือและเท้า เป็นต้น แต่ความจริงแล้วมันลุยเข้าไปในตัวเราได้มากกว่าที่คิด ตับ ไต ไส้พุง ระบบน้ำเหลือง มันเที่ยวไปรังควานซะทั่ว

ราพวกนี้บางชนิดเข้าปอดโดยการหายใจ ทำให้มีการติดเชื้อแพร่กระจายออกไปยังอวัยวะใกล้เคียง เช่น ตับ ม้าม กระดูก ตลอดจนเข้าไปในระบบน้ำเหลือง และตายได้ บางกลุ่มทำลายตับ ไต
เราได้รับเชื้อรา ทางไหนบ้าง?…เรารับเชื้อราได้ทุกส่วนของร่างกาย เช่นจากการสัมผัส ทางจมูก โดยการหายใจ พบว่าการติดเชื้อส่วนใหญ่เกิดจากการหายใจ

รู้อย่างนี้แล้วคงต้องหาเวลาตรวจส่วนต่างๆของบ้าน ว่ามีราแอบแฝงที่ส่วนใดบ้าง ห้องน้ำ ผ้าม่าน พรม หน้าต่าง เบาะนั่ง หมอน ผนังห้อง หวี เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ เสื้อผ้า กระเป๋าเพราะบางครั้งที่คนในบ้าน เด็กเล็ก ป่วยหอบหืด ภูมิแพ้ อาเจียน ไข้ โดยไม่มีสาเหตุ และนำไปสู่โรคต่างๆข้างต้นได้ แม้กระทั่งผู้ใหญ่หากร่างกายอ่อนแอ ก็จะมีอาการดังกล่าวเช่นกัน โดยอาจจะมาจากสิ่งเล็กๆที่เรียกว่า รานี่เอง

ขั้นตอนการกำจัดราในบ้าน เราจะเริ่มที่ขั้น ทำความสะอาดก่อน

1. แรกสุดที่ต้องคิดถึง คือกำหนด รา cleaning day” (ทำงานให้เป็นสุข สนุกกับการทำงาน) ดูว่าราขึ้นมากไหม (บริเวณกว้างไหม) และมันเพิ่งขึ้น หรือมันนานพอควรแล้ว รู้ได้ยังไง ก็ดูว่าฟูมากไหม เป็นขยุ้ม หรือเป็นจุดเล็กๆ อันนี้จำเป็น แล้วแต่ละสภาพแวดล้อมที่ทำ ถ้าเป็นในห้องน้ำมักจะเป็นพวกไม่ฟู ถ้าเป็น อาหาร ไม้ โดยเฉพาะ particle board ที่เป็นส่วนของเฟอร์นิเจอร์ จะฟู (ถ้าขึ้นมาเกิน 1 สัปดาห์แล้ว)

2. สำรวจความพร้อมของคณะทำงานและผู้ช่วยก่อน ถ้ามีรามาก และฟู และคุณมีสภาพร่างกายที่มีความเสี่ยงแบบที่กล่าวถึงในบทความก่อนหน้านี้ ก็ควรใส่ที่ป้องกัน สวมหน้ากากกันหวัดนั่นล่ะ ถุงมือพลาสติกที่มีขายตามสรรพสินค้าทั่วไปหรือเป็นถุงมือแพทย์ก็ได้ ถ้าฉุกเฉินจริงๆหาไม่ทัน เอาของที่มีทุกบ้านมาใช้แทน คิดออกไหมเอ่ย!!! ถุงกอบแกบขนาดเล็กเอามือใส่เข้าไป แล้วเอาห่วงยางรัดก็จะได้ถุงมือแบบไม่มีนิ้ว เก๋ไปอีกแบบ เสื้อผ้าที่สวมใส่เอาที่รัดกุมหน่อย อย่ากรุยกรายมากนักเดี๋ยวยังไม่ทันทำความสะอาด แขนเสื้อ ชายเสื้อ จะไปกวาดแทนหมด

3.ดูพื้นที่ๆเราจะจัดการก่อนว่าราขึ้นที่ไหน สภาพแวดล้อมบริเวณนั้นเป็นอย่างไร เช่นแห้ง ชื้น เปียก

4.สำรวจบริเวณที่จะทำความสะอาด ว่ามีของเกะกะ หรือของใช้อื่นๆอยู่ใกล้หรือไม่ เช่นเฟอร์นิเจอร์ โซฟา หมอนหนุน อยู่ในบริเวณเดียวกัน หากมันขึ้นที่จุดใดจุดหนึ่งที่เป็นจุดร่วม ต้องค่อยๆหยิบออกมาวางทีละชิ้นแล้ว clear เพราะจะถือว่าทุกส่วนกระทบหมดคือ อาจมีรา เพราะรามีลักษณะเป็นเส้นใยมันสามารถชอนไช แผ่ขยายเหมือนตาข่าย เพราะฉะนั้นถ้าจะทำความสะอาดที่จุดใดต้องจัดการบริเวณไกล้เคียงด้วย บริเวณอื่นก็ใช้หลักการเดียวกัน ไม่งั้นมันจะเหลือพรรคพวกเตรียมซุ่มรอก่อการร้ายได้อีก เมื่อสภาพแวดล้อมรู้เห็นเป็นใจ

5.สังเกตพื้นผิวที่จะกำจัดก่อนว่าพื้นเรียบหรือขรุขระหรือมีรูพรุน (วัสดุมีรูพรุนหรือน้ำซึมได้ดี เช่น ฝ้า แผ่นฉนวน พรม เสื้อผ้า กระดาษ หนังสือ ) หรือไม่ซึมน้ำ เช่น แก้ว โลหะ พลาสติกแข็ง หรือซึมได้เล็กน้อย เช่น ไม้ คอนครีต

6.กำหนดบริเวณที่ทำความสะอาด แล้วหากระดาษหนังสือพิมพ์มาปูรอบๆ (ติด) พื้นบริเวณนั้น ๆ (กรณีในบ้าน) แล้วสเปรย์น้ำหมาดๆลงบนกระดาษ (ก่อนจัดการรา) ถ้าเป็นห้องนอนต้องหาผ้ามาคลุมเตียง

7.เอาถุงกอบแกบ ใบใหญ่หน่อยชนิดที่เอาของทุกอย่างทิ้งในถุงนั้นได้หมด โดยไม่ต้องคอยขยับถุง (กระเทือน) มาวางใกล้

8.อย่าเปิดพัดลม เพราะอาจเป็นตัวกระจายสปอร์ให้ฟุ้งไปทั่วอีก
พร้อมแล้วนะคะ ลงมือลุย

จากข้อ3 ถ้าพื้นที่ที่ราขึ้นแห้ง ห้ามเช็ดแบบแห้งเป็นอันขาดเพราะถ้ามีสปอร์มันจะฟุ้งล่องลอย ไปเที่ยวรอบห้อง หรือไม่ก็เข้าจมูก ปาก ตาของเรา อันตรายอีก ดังนั้น ต้องทำให้มันชื้นเล็กน้อย โดยใช้กระดาษ tissue มากๆหลายๆชั้น ชุบน้ำ หมาดมากๆ (ไม่เปียกแฉะ) ปกติควรใช้ tissue ขนาดแผ่นใหญ่ที่เป็นม้วน มันจะหนาดีมาก

แล้วเช็ดจากล่างขึ้นบน (ซ้ายไปขวา หรือขวาไปซ้ายก็ไม่ ได้) นี่กรณีราฟู นะคะ ถ้าไม่ฟูก็ตามใจถนัด

เช็ดทีเดียวทิ้งทุกครั้ง ไม่มีการซ้ำ อย่าประหยัด

เตรียมน้ำสบู่เหลว เอาแบบที่บอกว่าฆ่าเชื้อหรือธรรมดาก็ได้ (ไม่ได้ค่าโฆษณาเลยไม่บอกชื่อ).. (ยิ้ม) ผสมน้ำเล็กน้อย เช็ดซ้ำอีก

เสร็จก็ใช้น้ำเช็ดซ้ำ คราวนี้เช็ดยังไงก็ได้ ตามใจชอบ
ทำความสะอาดเสร็จ นั่งพักก่อนได้ ถ้าเหนื่อย เพราะขั้นตอนต่อไปจะเป็นการฆ่าเชื้อรา ซึ่งมีหลายวิธีให้เลือก

1. น้ำส้มสายชู เทน้ำส้มสายชูออกจากขวดใส่กระดาษทิชชู หมาดๆ (ไม่แนะนำให้ใช้ผ้าเพราะใช้แล้วต้องซัก ไม่ดีแน่ เอาแบบใช้แล้วทิ้งปลอดภัยกว่า) หรือใส่ขวดสเปรย์ก็ได้ สเปรย์ตั้งทิ้งไว้สัก 5-10 นาทีแล้วก็เช็ดเลย กำจัดได้ในระดับน่าพอใจ (80%) แต่ไม่ฆ่าสปอร์

2. Tea tree oil ใช้ 2 ช้อนชาในน้ำ 2 ถ้วย ใส่ขวดสเปรย์เบาๆ บนบริเวณที่ต้องการแล้วเช็ด เหลือเก็บใส่ขวดเก็บไว้ใช้ได้นาน

3. Grapefruit seed extract ใช้ 20 หยด ใส่ในน้ำ 2 ถ้วย ใส่ขวดสเปรย์เบาๆ บนบริเวณที่ต้องการแล้วเช็ด

ส่วนสารฆ่าเชื้อราที่เข้มข้นกว่า ประกอบด้วย

1. แอลกอฮอล์ (ethanol, isopropanol)ใช้ที่ความเข้มข้น 60 – 90%. ควรให้ระยะสัมผัส อย่างน้อย 5-10 นาที

2. Chlorox bleach หรือ sodium hypochlorites สารนี้ส่วนใหญ่จะรู้จักกัน เป็นสารประกอบคลอรีน มีฤทธิ์ในการทำลายเชื้ออย่างกว้างขวาง มีราคาถูก และออกฤทธิ์อย่างรวดเร็ว สารละลาย hypochlorite เสื่อมสภาพได้เร็ว ประสิทธิภาพจะลดลงเมื่อสัมผัสอินทรียสาร จึงควรเตรียมใหม่เมื่อใช้และเก็บในภาชนะที่ป้องกันแสง ใช้อัตราส่วน 1:10

3.ไฮโดรเจนเพอรอกไซด์ (hydrogen peroxide)ใช้ที่ความเข้มข้น 3-6 % แต่ตัวนี้ระยะเวลาสัมผัสใช้ต้องใช้เวลานานหน่อย (แช่ไว้)

4. ไอโอโดฟอร์ (Iodophore)ใช้ฆ่าสปอร์ได้ที่ความเข้มข้น 75 ppm (ส่วนในล้านส่วน) ระยะเวลาสัมผัสใช้ต้องใช้เวลานานเช่นกัน


ขอบคุณที่มา: http://www.naarn.com/11816/
โพสท์โดย: SpiderMeaw
http://board.postjung.com/1004609.html

Saturday, December 10, 2016

15 วิธีกำจัดฝุ่นในบ้านให้สะอาดเกลี้ยง แม้ในซอกที่เข้าถึงยาก !


          วิธีกำจัดฝุ่นให้หมดบ้าน ฝุ่นหนาเตอะแค่ไหนก็หายไป ด้วยเคล็ดลับและวิธีกำจัดฝุ่นที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน พร้อมทั้งวิธีเช็ดฝุ่นที่ช่วยป้องกันไม่ให้เจ้าละอองเล็ก ๆ ฟุ้งกระจายขณะทำความสะอาด
 

          แม้เจ้าฝุ่นจะมีขนาดเล็กจนเกือบมองไม่เห็น แต่ฤทธิ์เดชของมันร้ายแรงเลยนะจะบอกให้ เพราะเป็นทั้งที่มาของโรคภูมิแพ้หลายชนิดและยังทำให้บ้านดูโทรมอีกต่างหาก กระปุกดอทคอมเลยไม่รอช้าที่จะนำวิธีกำจัดฝุ่นภายในบ้านจากของใช้ที่ทุกภาคครัวเรือนมีติดบ้านไว้มาฝาก ไม่จำเป็นต้องจ้างมืออาชีพมาทำความสะอาดให้ยุ่งยาก เพราะเราสามารถเช็ดฝุ่นให้บ้านสะอาดเนี้ยบทุกซอกมุมได้ด้วยตัวเอง

1. แผ่นกรองกาแฟเช็ดฝุ่น

          ด้วยลักษณะพิเศษของเส้นใยแผ่นกรองกาแฟ ที่สามารถกักเก็บกากกาแฟไว้ได้อย่างดีเยี่ยม ฉะนั้นเมื่อนำมาประยุกต์ใช้กับการทำความสะอาดฝุ่นในบ้าน ก็พบว่ามันได้ผลเกินคาด สามารถดักจับฝุ่นไว้ได้หมด แถมยังไม่ฟุ้งกระจายอีกด้วย

2. สูตรน้ำยาปรับผ้านุ่ม ป้องกันฝุ่นฟุ้งกระจาย

          น้ำยาปรับผ้านุ่มนั้นก็ทำให้บ้านปราศจากฝุ่นได้เหมือนกัน ด้วยการผสมน้ำยาปรับผ้านุ่ม 1 ส่วนต่อน้ำเปล่า 4 ส่วน เทใส่ขวดสเปรย์ แล้วฉีดลงบนบริเวณที่มีฝุ่นเกาะ จากนั้นใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์เช็ดออกให้สะอาด บ้านก็จะไร้ฝุ่นแถมมีกลิ่นหอมตามมาด้วย 

3. ทิชชูเปียกเช็ดฝุ่นได้
        
          นอกจากนี้ทิชชูเปียกยังช่วยกำจัดฝุ่นละอองและคราบสกปรกได้ดีทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ตลอดจนเสื้อผ้า เพราะความเปียกชื้นของทิชชูเปียกจะช่วยดักจับฝุ่นและสิ่งสกปรกออกมา แถมยังช่วยไม่ให้ฝุ่นฟุ้งกระจายระหว่างการทำความสะอาดอีกด้วย 

4. ที่คีบอาหาร หนีบฝุ่นบนมู่ลี่หายเกลี้ยง

          พื้นที่ไหนยิ่งทำความสะอาดยาก ฝุ่นก็จะยิ่งมากเป็นพิเศษโดยเฉพาะม่านมู่ลี่นี่แหละค่ะ แต่ไม่ต้องกังวลไปเพราะ DIY ที่คีบหนีบฝุ่นมาใช้ก็ช่วยได้ โดยการนำผ้าไมโครไฟเบอร์มาพันไว้รอบหัวที่คีบอาหารทั้ง 2 ด้าน ใช้หนังยางรัดให้แน่น จากนั้นนำไปคีบแล้วรูดที่ม่านมู่ลี่ทีละชั้น ฝุ่นก็หายเกลี้ยงไม่เหลือให้เห็นแล้ว 

5. ถุงมือผ้าทำความสะอาดแชนเดอเลียร์ได้ทุกซอก

          คงไม่มีอุปกรณ์ไหนที่สามารถทำความสะอาดแชนเดอเลียร์ได้ทุกซอกทุกมุมเท่ากับมือของเราเองอีกแล้ว แค่สวมถุงมือผ้าคู่ที่ไม่ใช้งานแล้ว แล้วปาดมือลงไปตรงที่มีฝุ่น ถ้าอยากให้สะอาดกว่าเดิมแนะนำให้ฉีดน้ำยาเช็ดกระจกลงก่อนทำความสะอาดด้วย 

6. พู่กันปัดฝุ่นในที่เล็ก

          จัดว่าเป็นอุปกรณ์ทำความสะอาดอันจิ๋วที่สามารถซอกซอนเข้าไปปัดฝุ่นได้ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นด้านในของกล่องที่แบ่งออกเป็นช่อง ตามซอกบานพับประตู-หน้าต่าง หรือแม้กระทั่งรอยแตกของสิ่งของในบ้าน ต่อให้ฝุ่นลงไปฝังตัวอยู่ในซอกไหน เราก็สามารถกำจัดได้หมดเลย 

7. แผ่นอบแห้งเช็ดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

          อุปกรณ์พังแน่หากใช้ผ้าธรรมดาเช็ด ฉะนั้นหากต้องการทำความสะอาดจอโน้ตบุ๊ก โทรศัพท์ แท็บเล็ต หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ แนะนำให้เช็ดด้วยแผ่นอบแห้งแทน แล้วฝุ่นก็จะหายไป แถมยังทำให้อุปกรณ์ดูเหมือนเพิ่งซื้อมาใหม่ด้วย

8. ไม้ถุงน่องเช็ดฝุ่นในตู้เก็บของ

          เริ่มจากนำถุงน่องมาม้วนให้เป็นลูกบอลทรงกลม จากนั้นใช้หนังยางรัดให้ติดกับท่อนไม้ยาว ๆ จะเป็นไม้บรรทัดหรือไม้แขวนเสื้อก็ได้ แล้วนำไปเช็ดฝุ่นในตู้เก็บของ เนื้อผ้าไนลอนจะดักจับฝุ่นไม่ให้เหลืออีกเลย 

9. ขวดบีบเป่าฝุ่นตามซอก

          ขวดบีบพลาสติกสามารถนำมากำจัดฝุ่นตามซอกหน้าต่าง-ประตู มุมกรอบรูปภาพ หรือในส่วนที่ยากจะทำความสะอาดได้ด้วย เพียงแค่บีบขวดแรง ๆ แล้วลมในขวดก็จะเป่าฝุ่นให้กระเด็นหายไป

10. ปลอกหมอนห่อฝุ่นพัดลมเพดาน

          การปีนบันไดเพื่อใช้ผ้าเช็ดใบพัดของพัดลมเพดานเป็นเรื่องยากทีเดียว แต่จะกลายเป็นเรื่องง่ายทันที แค่นำปลอกหมอนใบเก่าชุบน้ำบิดหมาด ๆ มาครอบใบพัดเอาไว้ จากนั้นค่อย ๆ รูดฝุ่นที่เกาะอยู่บนใบพัดออก พัดลมเพดานก็จะกลับมาสะอาดอย่างรวดเร็ว  

11. ไข่ขาวคืนความเงางามบนใบไม้

          อย่าปล่อยให้ไม้ประดับในบ้านโดนฝุ่นเกาะจนขาวโพลน มิเช่นนั้นบ้านของคุณจะไม่ต่างอะไรกับบ้านร้างเลยนะจะบอกให้ แต่ทั้งนี้สามารถทำความสะอาดได้โดยการนำไข่ขาวมาผสมกับน้ำอุ่น จากนั้นใช้สำลีชุบแล้วเช็ดบนใบไม้เบา ๆ ต้นไม้ก็จะกลับมาดูมีชีวิตชีวาน่ามองอีกครั้ง 

12. DIY สเปรย์สูตรกำจัดสารพัดฝุ่น

          ก่อนอื่นให้นำน้ำส้มสายชูกลั่น ¼ ถ้วยตวง มาผสมกับน้ำเปล่า 1 ถ้วยตวงและน้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะ แล้วหยอดน้ำมันหอมระเหยลงไป 10-15 หยด คนให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากัน เทขวดสเปรย์ ฉีดพ่นในบริเวณที่มีฝุ่นทั้งบนสิ่งของและเสื้อผ้า แล้วเช็ดออกให้เกลี้ยง

13. ไม้จิ้มฟันเช็ดยันซอกเล็ก ๆ

          ถ้าเกิดว่าเจอฝุ่นอยู่ในซอกที่เล็กเกินกว่าพู่กันและขวดบีบจะช่วยได้ ให้นำไม้จิ้มฟันสอดเข้าไปทำความสะอาดแทน หรือต้องการความสะอาดที่มากกว่านั้น แนะนำให้จุ่มปลายไม้จิ้มฟันลงในแอลกอฮอล์ก่อนนำไปเขี่ยฝุ่นตามซอก รับรองว่าไม่มีฝุ่นให้กวนใจ แถมยังปลอดภัยไร้เชื้อโรคอีกต่างหาก

14. เก็บรองเท้าไว้นอกบ้าน ช่วยลดปริมาณฝุ่น

          ไม่ต้องบ่นว่า ทำไมฝุ่นไม่หมดไปจากบ้านสักที ? นั่นก็เป็นเพราะคุณเก็บรองเท้าไว้ในบ้านยังไงล่ะคะ คราวนี้บรรดาฝุ่นและสิ่งสกปรกจากรองเท้าเลยหลุดร่วงลงพื้นบ้าน และเมื่อเราเดินไป-มา ฝุ่นก็จะฟุ้งกระจายไปทั่ว ทางที่ดีหาตู้เก็บรองเท้าเหมาะ ๆ สักใบมาตั้งไว้ที่หน้าประตูบ้าน ไว้เก็บรองเท้าและกักฝุ่นให้อยู่นอกบ้านดีกว่า 

15. วางพรมเพื่อดักจับฝุ่นตั้งแต่หน้าประตู

          ตัดไฟซะตั้งแต่ต้นลมเลย ด้วยการนำพรมเช็ดเท้าวางไว้หน้าประตู เพื่อใช้ดักฝุ่นที่อาจปลิวเข้าบ้านมาตามร่องใต้ประตูและฝุ่นที่ติดมากับเท้าของเราก่อนเข้าบ้าน อีกหนึ่งวิธีที่ช่วยลดฝุ่นในบ้านได้ดีทีเดียว 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก housebeautiful, Rd, Pinsandprocrastination และ Housewifehowtos
เครดิตภาพ    https://www.pinterest.com/pin/332703491226151702/

Thursday, December 8, 2016

10 ต้นหญ้าดีมีประโยชน์ เจอในสวนควรปลูกไว้ อย่าถอนทิ้ง


ต้นหญ้า พืชหน้าตาธรรมดาที่ไม่ค่อยมีคนรู้จักประโยชน์ของมันสักเท่าไร วันนี้เราจะมาบอกให้รู้ว่าหญ้าหรือวัชพืชบางชนิดที่พบตามริมรั้ว ในสวน หรือขอบทางเดินมีประโยชน์ ควรเลี้ยงไว้ ไม่ควรถอนทิ้ง

 
          ถ้าพูดถึงต้นหญ้า หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นวัชพืชหรือแค่ต้นไม้เล็ก ๆ ไร้ประโยชน์ เจอแล้วต้องถอนทิ้ง ซึ่งจริง ๆ แล้วเหล่าต้นไม้เล็ก ๆ ที่ขึ้นตามกระถางต้นไม้ ในสวน ริมรั้ว หรือข้างทางเนี่ย มันก็มีประโยชน์ไม่น้อยเหมือนกัน แถมหญ้าบางชนิดเนี่ยใช้เป็นยาบำรุงร่างกายได้ด้วยนะ วันนี้กระปุกดอทคอมเลยขอนำรายชื่อต้นหญ้าที่เจอแล้วไม่ควรถอนหรือนำมาปลูกไว้ที่บ้านจะดีมาบอกกันค่ะ


1. หญ้าหวาน

          หญ้าหวานจัดว่าเป็นพืชล้มลุก มีลักษณะลำต้นเป็นทรงพุ่มเตี้ย  ออกใบรูปวงรีมีขอบหยักและเป็นส่วนที่ให้ความหวานแทนน้ำตาล ออกดอกสีขาวที่ปลายกิ่ง วิธีปลูกหญ้าหวานให้ปลูกด้วยวิธีการปักชำ โดยตัดกิ่งให้ยาวถึงโคนต้น มีใบเหลือประมาณ 2 คู่ แล้วตัดกิ่งให้เหลือความยาวแค่ 15 เซนติเมตร มาปักลงในกระถางเพาะกล้าที่มีดินร่วนซุย จัดการเด็ดใบทิ้งก่อนรดน้ำ เมื่อกิ่งแตกรากก็ให้นำไปปลูกลงในกระถางใหญ่หรือแปลงปลูก ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกลงไป ดูแลรดน้ำให้ชุ่มแต่อย่าแฉะ วางไว้ในที่ที่มีแดดรำไร สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ภายใน 25 วัน เนื่องจากให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลได้ถึง 10-15 เท่า และไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย  จึงเหมาะที่จะนำมาใช้ในผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานเพื่อช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด นอกจากนี้ยังช่วยลดไขมัน บำรุงตับ รักษาแผลให้สมานเร็ว และกำลังเป็นที่นิยมในหมู่ของคนรักสุขภาพ อย่างไรก็ตามการใช้สมุนไพรชนิดนี้ควรจะใช้ในปริมาณที่เหมาะต่อร่างกายของแต่ละคนด้วย

  
2. หญ้าแฝก

          หญ้าแฝกมีลักษณะลำต้นเป็นกอ ใบแคบและยาว ออกดอกเหมือนพืชตระกูลหญ้าทั่วไป มีระบบรากฝอยที่สานตัวกันแน่นและยาวมากเป็นพิเศษ ขยายพันธุ์ด้วยการแยกหน่อไปเพาะกล้า นำหน่อมาตัดรากให้สั้นและแช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ 5-7 วัน จะสังเกตเห็นรากแตกออกมา จากนั้นให้ย้ายลงมาปลูกในหลุมดิน บำรุงด้วยปุ๋ยสูตร 15-15-15 ต้นละ 1 ช้อนชา เมื่อต้นกล้ามีอายุประมาณ 4-6 เดือน ก็ย้ายมาปลูกในหลุมดินร่วนปนทรายที่ผสมปุ๋ยหมัก ดูแลรดน้ำตามปกติเพื่อกักเก็บความชื้นเอาไว้ หมั่นตัดใบในช่วงฤดูฝน และรดน้ำให้ปุ๋ยตามปกติต่อไป นอกจากหญ้าแฝกจะมีประโยชน์มากต่อการทำการเกษตรและการดูแลสภาพภูมิประเทศ อย่างเช่น ช่วยป้องกันการกัดเซาะหน้าดิน พยุงดินให้แน่นหนา กักเก็บความชื้นในดินได้ดี และช่วยชะลอกระแสน้ำได้แล้ว ยังสามารถนำมาทำงานหัตถกรรมเพื่อสร้างรายได้เสริมได้อีกด้วย


3. หญ้าดอกขาว/หญ้าละออง

          เป็นหญ้าที่มีสรรพคุณน่าสนใจมากทีเดียว หญ้าดอกขาวหรือหญ้าละอองพบได้ทั่วไปตามพื้นที่รกร้างและสนามหญ้า เป็นพืชล้มลุกที่มีลำต้นเรียวสูง ลำต้นมีขนสีเทาปกคลุม ลักษณะใบเป็นรูปวงรีและขอบใบหยัก ออกดอกเป็นช่อและมีดอกย่อยอีกกว่า 20 ดอก ช่วงแรก ๆ ดอกจะเป็นสีม่วงอมแดงหรือชมพู เมื่อดอกแก่สีก็จางหายไปกลายเป็นดอกสีขาว วิธีปลูกให้นำเมล็ดมาปลูกลงในดินที่อยู่กลางแจ้ง เพราะเป็นพืชชอบแดด ดูแลรดน้ำปานกลางเพื่อกักเก็บความชื้นให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ประโยชน์ของหญ้าดอกขาวหรือหญ้าละออง นอกจากจะมีรูปร่างที่สวยงามใช้ประดับสวนได้แล้ว มันยังเป็นสมุนไพรชั้นดีที่มีคุณสมบัติช่วยลดความอยากบุหรี่ อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ แก้อาการปวดท้องและขับพยาธิ หญ้าดอกขาวมีปริมาณโพแทสเซียมสูง ดังนั้นต้องใช้อย่างระวังและห้ามใช้ในผู้ป่วยโรคหัวใจและโรคไตเด็ดขาด

  
4. ไมยราบ

          ไมยราบเป็นพืชล้มลุกที่เลื้อยปกคลุมพื้นดิน ลำต้นมีขนาดเล็ก ออกใบย่อยประมาณ 12-25 คู่ที่แกนก้านใบ ออกดอกเป็นช่อและมีดอกย่อย ลักษณะผลเป็นฝักแห้งและเมล็ดอยู่ภายใน วิธีปลูกก็แค่นำเมล็ดมาปลูกลงในดิน เพียงเท่านี้ไมยราบก็จะเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องดูแลอะไรมาก แต่ต้องควบคุมให้ดีโดยการตัดและถางลำต้นให้มีขนาดจำกัด มิเช่นนั้นมันจะแพร่กระจายไปตามแหล่งน้ำและสร้างปัญหาได้ ไมยราบมีคุณสมบัติช่วยป้องกันการพังทลายของหน้าดิน นำทำแนวรั้วกั้นทางการเกษตร และรักษาไนโตรเจนช่วยบำรุงดิน ใช้ผสมเป็นอาหารสัตว์ และด้านหัตถกรรมได้หลากหลาย อีกทั้งยังช่วยชำระล้างจุดซ่อนเร้น มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย แก้อาการปวดเมื่อย ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย นอนหลับได้อย่างเต็มที่ และช่วยให้การขับปัสสาวะดีขึ้น

  
5. หญ้าปักกิ่ง

          หญ้าปักกิ่งเป็นพืชล้มลุกขนาดเล็ก ลำต้นสั้นและสูงได้มากสุดเพียง 20 เซนติเมตร มีเหง้าอยู่ใต้ดิน ระบบรากหนา ออกใบใกล้โคนรากมีลักษณะเรียวยาว ปลายยอดจะออกดอกเป็นช่อ วิธีปลูกสามารถทำได้ทั้งการปักชำและเพาะเมล็ด หากเลือกการปักชำก็ให้แยกต้นออกมาปลูกลงในดินร่วนปนทรายที่ระบายน้ำได้ดี หรือนำเมล็ดจากดอกที่แก่มาขยี้ให้แตกแล้วโรยลงในดินร่วนปนทราย ดูแลรดน้ำวันละ 1 ครั้ง อย่าให้มีน้ำขัง ตั้งในที่ที่มีแดดรำไร ห้ามใช้ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง หรือปลูกไว้ใต้ต้นไม้ที่ออกผลเด็ดขาด เก็บเกี่ยวได้ในระยะ 3-5 เดือน หญ้าปักกิ่งถูกขนานนามว่าเป็น หญ้าเทวดาสอดคล้องกับคุณสมบัติที่ว่ามีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยต้านมะเร็ง ช่วยลดผลข้างเคียงจากเคมีบำบัด บรรเทาอาการไข้ แก้ปวดอักเสบ และสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย 

  
6. หญ้าชันกาด

          หญ้าชันกาดเป็นวัชพืชที่อาจจะดูไร้ค่าและน่ากำจัดทิ้ง แต่จริง ๆ แล้วพืชล้มลุกชนิดนี้ก็มีประโยชน์ไม่น้อยไปกว่าสมุนไพรเลยทีเดียว หญ้าชันกาดมีลักษณะลำต้นตรงสูงประมาณ 50 เซนติเมตร มีรากไหลทอดยาวและแตกออกเป็นต้นใหม่ได้ ใบมีลักษณะเรียวยาวออกตามข้อปล้อง ออกดอกเป็นช่อมีดอกย่อยจำนวนมาก ส่วนที่สามารถนำมาเป็นยาได้นั่นก็คือ ส่วนรากและส่วนหัว พบมากตามที่ลุ่มริมลำน้ำ พื้นที่ที่มีร่มเงา อย่างเช่น ชายหาดทะเลและแนวตะเข็บป่าชายเลน สรรพคุณของหญ้าชนิดนี้จะถูกนำมาใช้ในการบำรุงร่างกาย แก้อาการประจำเดือนมาผิดปรกติ ขับปัสสาวะ ละลายนิ่ว แก้ไตพิการ รักษาอาการบวมน้ำ แก้ตาฟาง ตาแดง และตามัว นอกจากนี้ยังแก้พิษได้อีกด้วย

  
7. หญ้าหนวดแมว

          หญ้าหนวดแมวเป็นพืชล้มลุกขนาดเล็ก มีลำต้นเล็กและสูงไม่เกิน 0.8 เมตร ลำต้นสีน้ำตาลอมแดง ลักษณะใบเป็นรูไข่และขอบใบหยัก ออกดอกเป็นช่อกระจุกที่ปลายยอดลักษณะคล้ายฉัตร สีแตกต่างกันออกไปตามสายพันธุ์ มีทั้งสีขาวอมม่วงและสีฟ้า ด้วยลักษณะเกสรที่ยื่นยาวออกมาทำให้ดูคล้ายกับหนวดแมว นิยมขยายพันธุ์ด้วยการปักชำ โดยการนำกิ่งที่มีใบมาปักลงในดินชื้นที่ผสมปุ๋ยเล็กน้อย ปลูกในมุมที่โดนแดดรำไรเพื่อกักเก็บความชื้นไว้ในดิน ประโยชน์หลัก ๆ ของหญ้าหนวดแมวจะนิยมนำใช้รักษาอาการที่เกี่ยวกับการขับของเสีย ทั้งขับปัสสาวะ นิ่ว กรดยูริก พร้อมใช้บรรเทาอาการปวดและบำรุงไต

  
8. หญ้าเจ้าชู้

          หญ้าเจ้าชู้จัดว่าเป็นวัชพืชชนิดหนึ่งที่พบมากตามท้องไร่ท้องนา พื้นที่ดอนและลุ่ม แยกออกเป็น 2 ชนิด ทั้งหญ้าเจ้าชู้ต้นเล็กและหญ้าเจ้าชู้ต้นใหญ่ ลักษณะลำต้นเป็นข้อปล้อง เลื้อยทอดไปตามพื้นดินและยาวได้มากสุด 25 เซนติเมตร ออกใบเรียวยาวและมีสีเขียวอมม่วง ออกดอกกระจุกจำนวนมาก เรียงตัวกันอยู่บนก้านดอก หากเราเดินผ่านหรือสัมผัสโดนต้นหญ้าชนิดนี้ เมล็ดของมันจะเกาะติดมากับเสื้อผ้า เรียกได้ว่าเจ้าชู้สมชื่อเลยจริง ๆ เลย ด้วยลักษณะของการเลื้อยทอดปกคลุมดิน มันเลยช่วยป้องกันการกัดเซาะของหน้าดิน อีกทั้งยังช่วยแก้อาการท้องเสีย ขับปัสสาวะ แก้ปวด และใช้ถอนพิษบางชนิดได้อีกด้วย

  
9. หญ้าขัด

          ชื่อของหญ้าชนิดนี้อาจจะไม่ค่อยคุ้นหูกันสักเท่าไร แต่หญ้าขัดพบได้ทั่วไป โดยเฉพาะตามแหล่งที่มีความชื้นสูง ได้แก่ พื้นที่รกร้าง ข้างถนน หรือตามป่าชายเลน ทนต่อสภาพน้ำท่วมขังได้ดี เป็นไม้ล้มลุกลำต้นตรงและสูงได้ถึง 1 เมตร ลักษณะใบเป็นรูปวงรี ขอบใบหยักและออกเรียงห่างกัน ส่วนดอกหญ้าขัดจะออกตามง่ามใบในลักษณะช่อดอก รูปร่างคล้ายระฆัง มีสีเหลืองหรือสีเนื้ออ่อน มาพร้อมกับคุณสมบัติที่ช่วยในการเจริญอาหาร แก้อาการอ่อนเพลีย แก้พิษไข้ รักษาระบบขับของเสีย บำรุงปอด และบำรุงร่างกาย

  
10. หญ้าลิ้นงู

          หญ้าลิ้นงูพบได้ทั่วไป โดยเฉพาะบริเวณที่มีดินชื้นแฉะ อย่างเช่น พื้นที่รกร้าง ท้องไร่ท้องนา และบ้านเรือน เป็นพืชล้มลุกขนาดเล็ก ลำต้นแตกกิ่งและเลื้อยไปตามพื้นดินได้ไกลถึง 45 เซนติเมตร ลักษณะใบเป็นรูปหอกปลายใบเรียวแหลม ออกดอกสีขาวเป็นช่อดอกตามซอกใบ มีคุณสมบัติช่วยต้านเซลล์มะเร็งซึ่งต้องใช้ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น ๆ ตามตำรับแพทย์แผนไทย ต้านการอักเสบ ช่วยลดไข้ แก้อาการท้องผูก และช่วยให้เจริญอาหาร

 
          แม้หญ้าบางชนิดจะดูธรรมดาและไร้ค่า แต่มันก็ยังมีข้อดีที่เราสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย หากใครที่กำลังมองหาไอเดียจัดสวนอยู่ก็ลองนำต้นหญ้าเหล่านี้ไปลองปลูกกันดูหรือหากเจอในสวนก็ไม่ควรถอนทิ้งนะคะ แต่ก่อนจะนำมาใช้ประโยชน์ควรศึกษาหาข้อมูลหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนทุกครั้งนะคะ 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก medthai, alangcity, puechkaset, natres.psu, tiensongsang และ abhaiherb
http://home.kapook.com/view161873.html
เครดิตภาพ  http://home.kapook.com/view161873.html

Wednesday, December 7, 2016

วิธีไล่ตะขาบ ตะขาบเข้าบ้านทำอย่างไร อ่านด่วน !


วิธีไล่ตะขาบ สำหรับคนที่บังเอิญเจอตะขาบเข้าบ้าน และกำลังตกใจไม่รู้จะหาทางไล่อย่างไรดี วันนี้เรามีวิธีไล่ตะขาบออกจากบ้านมาแนะนำกันค่ะ

          บ้านไหนกำลังกลุ้มใจกับสัตว์ขาเยอะยั้วเยี้ยอย่าง "ตะขาบ" ที่จู่ ๆ ก็แอบมาอาศัยอยู่ร่วมบ้านอย่างไม่ได้รับเชิญโดยเฉพาะในช่วงหน้าฝน ซึ่งนอกจากจะชวนขนลุกแล้วยังมีพิษร้ายที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตอีกด้วย ลองมาดูวิธีไล่ตะขาบที่กระปุกดอทคอมรวบรวมมาฝากกันในวันนี้ แล้วนำไปจัดการกับตะขาบที่คอยกวนใจให้ขนลุกกันนะคะ

1. หาแหล่งให้เจอ

          สิ่งสำคัญที่สุดในการกำจัดตะขาบออกจากบ้าน คือควรหาแหล่งซ่อนตัวของตะขาบให้เจอ เพื่อจัดการไล่ให้หมดตั้งแต่ต้นตอ ไม่อย่างนั้นอาจเกิดการออกลูกหลานตะขาบ และกระจายไปตามจุดต่าง ๆ ของบ้านให้น่าสยองมากขึ้น โดยแหล่งอาศัยของตะขาบส่วนใหญ่จะเน้นจุดอับที่มีความชื้น เช่น ตามซอกผนัง โพรงดิน หรือท่อระบายน้ำ เป็นต้น

2. เทปูนขาวดักตามทาง

          ลองเทปูนขาวตามจุดที่คิดว่าน่าจะมีตะขาบซ่อนตัวอยู่ หรือเทไว้ตามรายทางที่ตะขาบชอบออกมาเดินยั้วเยี้ย โดยโรยในปริมาณเยอะหน่อยหรือจะผสมน้ำมะกรูดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพก็ยิ่งดี และพยายามดักทางที่จะเข้าห้องนอนหรือห้องสำคัญ เพื่อบังคับให้ตะขาบไปในเส้นทางที่ต้องการและอพยพออกจากบ้านไปเอง ทั้งนี้ควรหมั่นเปลี่ยนปูนขาวบ่อย ๆ ด้วย



3. โรยผงล้างห้องน้ำ

          ค่อย ๆ โหดขึ้นทีละนิดสำหรับการไล่ตะขาบ โดยให้เปลี่ยนจากปูนขาวมาเป็นผงล้างห้องน้ำยี่ห้อต่าง ๆ ที่มีขายกันอยู่ทั่วไป และให้โรยตามเส้นทางวิธีการเดียวกับปูนขาว  ความแรงของผงล้างห้องน้ำอาจส่งผลให้ตะขาบแสบร้อนจนเผ่นหนีไปก็ได้

4. เลี้ยงไก่

          ใครจะเชื่อว่าการเลี้ยงไก่จะช่วยไล่ตะขาบได้ แต่มีเสียงยืนยันมากมายว่าการเลี้ยงไก่ช่วยให้ตะขาบหลบหายไปได้จริง ๆ เพราะไก่กับตะขาบดูท่าว่าจะไม่ลงรอยกันสักเท่าไหร่ แต่ทางที่ดีก็ให้ระวังอันตรายจากพิษตะขาบที่จะเกิดกับไก่ของคุณด้วยนะคะ

5. วางสบู่ปิดตามท่อ

          ตะขาบส่วนมาก มักจะคืบคลานเข้ามาตามท่อน้ำที่มีความอับชื้น ดังนั้นวิธีป้องกันง่าย ๆ ให้ลองหาอะไรไปปิดตามฝาท่อเพื่อไม่ให้ตะขาบผลุบโผล่ขึ้นมาได้ ยิ่งถ้าเป็นก้อนสบู่ที่มีความลื่น และมีด่างอยู่ในตัว จะช่วยทำให้ตะขาบไม่กล้าไต่ขึ้นมาเพราะกลัวอันตราย

6. ผงไล่ตะขาบ

          ปัจจุบันมีการพัฒนาตัวช่วยไล่ตะขาบให้สะดวกสบายมากขึ้น ดังนั้นสำหรับคนที่อยากไล่ตะขาบแบบง่าย ๆ ก็ลองไปหาซื้อผงไล่ตะขาบตามร้านทุกอย่าง 60 บาท มาโรยให้ทั่วบริเวณที่เป็นจุดเสี่ยง หรือจะผสมน้ำแล้วฉีดตามบริเวณที่ต้องการก็ได้เช่นกัน

7. ใช้โซดาไฟ
         
          เทโซดาไฟใส่ในท่อ หรือจุดที่ตะขาบชอบปรากฏตัว ฤทธิ์ของโซดาไฟจะทำให้ตะขาบแสบร้อนและเข็ดหลาบจนไม่อยากโผล่มาให้เห็นอีกเลยล่ะ

8. น้ำส้มควันไม้
         
          น้ำ ส้มควันไม้ที่มีขายตามร้านอุปกรณ์เกษตร หรือตามซูเปอร์มาร์เก็ตบางแห่ง สามารถนำมาผสมน้ำ และฉีดพ่นเพื่อป้องกันตะขาบได้ โดยควรระวังอย่าให้เข้าตาหรือโดนร่างกายเนื่องจากมีความเป็นกรดสูง


          ได้รู้จักกับวิธีไล่ตะขาบยั้วเยี้ยที่ชวนขนลุกให้ออกจากบ้านกันไปแล้ว หากบ้านไหนยังคงปราบไม่อยู่หมัด คงต้องพึ่งพาวิธีสุดท้าย คือการตีให้ตายเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น ถ้าหมดหนทางจริง ๆ ก็คงต้องยอมทำบาป แต่ขอให้เก็บไว้เป็นทางเลือกสุดท้ายจะดีกว่านะคะ




Friday, December 2, 2016

4 ขั้นตอนช่วยกำจัดสารพิษในบ้าน ด้วยการปลูกต้นไม้ !




        มารู้จักสารเคมีอันตรายที่ซุกซ่อนตัวอยู่ในบ้าน พร้อมขั้นตอนวิธีกำจัดสารเคมีง่าย ๆ ด้วยการปลูกต้นไม้ ที่จะช่วยให้เรารอดพ้นอันตรายจากสารเคมี

         รู้ไหมว่าประโยชน์ของการ ปลูกต้นไม้ในบ้าน นั้น ไม่ได้มีแค่ความสวยงามและความร่มรื่นเพียงอย่างเดียว แต่มันยังเป็นเกราะป้องกันที่ช่วยกำจัดสารเคมีอันตรายอย่าง สารแอมโมเนีย สารฟอร์มาลดีไฮด์ (ในหมึกพิมพ์) สารเบนซิน และอีกมากมายที่มาจากกิจกรรมในชีวิตประจำวันของมนุษย์ไม่ให้มาทำร้ายคนใน บ้านได้อีกด้วย ซึ่งเว็บไซต์ wikihow ก็ไม่รอช้าที่มาจะนำบอกต่อให้เราได้รู้ ส่วนจะมีวิธีไหนและต้นไม้ชนิดใดที่สามารถกำจัดสารเคมีให้พ้นไปจากบ้านเราบ้างก็ตามไปดูกันเลย

1. กะเกณฑ์จำนวนต้นไม้ที่จะปลูกกับขนาดพื้นที่บ้านให้พอดี

         ถ้ายังไม่แน่ใจว่าจะปลูกต้นไม้กี่ต้นถึงจะเหมาะกับการกำจัดสารเคมี ขอแนะนำให้ลองทำตามผลวิจัยในการทดลองนำต้นไม้มากรองอากาศ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาขาการเรียนรู้เรื่องอากาศสะอาดขององค์กรนาซา ที่บอกไว้ว่าในทุก ๆ พื้นที่ 9 ตารางเมตร ควรจะปลูกต้นไม้ 1 ต้น หรือถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะให้ปลูกกระจายรอบ ๆ พื้นที่ในบ้านเท่าที่จะทำได้

2. ลดปริมาณการก่อสารเคมีอันตรายในบ้านเราเอง

         ก่อนที่เราจะลงมือสร้างด่านป้องกันสารเคมีนั้น เราควรที่จะลด ละ และเลิกการก่อสารเคมีให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ว่าจะเป็นควันบุหรี่ สารจากใยสังเคราะห์ หรือสารที่มาจากผลิตภัณฑ์ประเภทเพ้นท์ เคลือบ หรือตัวทำละลาย รวมไปถึงสารเบนซินและสารฟอร์มาลดีไฮด์ (ในหมึกพิมพ์) หากเราทำได้จริง ๆ ก็จะยิ่งส่งผลให้อากาศในบ้านสะอาดยิ่งขึ้น

ข้อควรสังเกต

          บางครั้งควันบุหรี่ก็ไม่ได้เกิดขึ้นจากของบ้านเราเอง ดังนั้นจึงควรดูให้แน่ใจว่าควันบุหรี่เข้ามาในบ้านเราตรงทิศทางไหนจะได้ แก้ไขให้ตรงจุด

          สารนานาชนิดที่ใช้เพ้นท์ เคลือบ และตัวทำละลาย ควรจะเก็บเอาไว้นอกบ้านหรือในโรงรถ จะดีกว่านำมาเก็บไว้ในบ้านจนสารเหล่านั้นปล่อยไอระเหยออกมาและส่งกลิ่นตลบ อบอวลไปทั่วทั้งบ้าน

3. เปิดบ้านระบายอากาศ ระบายสารพิษออกไป

         อีกหนึ่งวิธีในการช่วยลดปริมาณมลพิษจากสารเคมีที่อยู่ในบ้านคือ การระบายอากาศขับไล่สารเคมีให้ออกไปจากบ้านเรา ด้วยวิธีการสุดเบสิกที่ทุกบ้านก็ทำได้ เริ่มจากเปิดประตูกับหน้าต่างทุกบาน แล้วเปิดพัดลมระดับความเร็วต่ำ ให้พัดลมค่อย ๆ ไล่อากาศที่เป็นพิษออกไป

4. เลือกชนิดต้นไม้ที่ช่วยกรองอากาศได้จริง

         ใช่ว่าการปลูกต้นไม้ทั่ว ๆ ไปจะสามารถกลั่นกรองสารเคมีอันตรายให้เราได้ทุกต้น เพราะจริง ๆ แล้วต้นไม้บางชนิดอาจจะกรองสารเคมีได้แค่ชนิดเดียว ในขณะที่บางต้นก็อาจจะใช้ได้ผลกับสารเคมีทุกชนิด ฉะนั้นเราจึงควรศึกษาดูให้ดีก่อนว่าบ้านเรามีสารเคมีประเภทไหนอยู่มากที่สุด แล้วค่อยเลือกชนิดต้นไม้มากำจัดให้ตรงจุด ดังต่อไปนี้

          ผลิตภัณฑ์ประเภทเพ้นท์ ตัวทำละลาย ผงซักฟอก และพลาสติกบางชนิด จะมีสารเบนซินที่เป็นอันตรายผสมอยู่ ดังนั้นเราจึงควรปลูก ตีนตุ๊กแกฝรั่ง (ไอวี่) เขียวหมื่นปี และลิ้นมังกร

          หากในบ้านใช้วัสดุในการก่อสร้างประเภทไม้อัด ควรที่จะปลูกกุหลาบพันปี ฟิโลเดนดรอน พลูด่าง และเบญจมาศ เพราะช่วยกำจัดสารฟอร์มาลดีไฮด์ได้

          สารไตรคลอโรเอทีลีน เป็นอีกหนึ่งสารพิษที่ผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์เพ้นท์ สารเคลือบ และตัวทำละลาย ซึ่งเราต้องใช้ต้นเยอร์บีร่า เบญจมาศ และเข็มสามสี มาเป็นตัวช่วยในการจำกัดสารเคมีในบ้าน

          แต่ถ้าหากใครที่ไม่รู้จริง ๆ ว่าในบ้านมีสารเคมีชนิดใดอยู่บ้างและก็ไม่อยากจะใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสาร เคมีเหล่านั้น ฉะนั้นจึงควรปลูกต้นไม้ที่สามารถกำจัดสารเคมีได้เกือบทุกชนิด จำกัดเฉพาะสารหลักหรือสารประกอบเท่านั้น ซึ่งรวมไปถึงแอมโมเนียและไซลีน (ในสารเคลือบ) ด้วย ได้แก่ ต้นเดหลีหรือดอกหน้าวัวไทย เบญจมาศ และลิ้นมังกร

         รู้อย่างนี้แล้วก็อย่าเพิ่งตื่นตระหนกตกใจมากไป แนะนำให้ค่อย ๆ สำรวจแต่ละจุดในบ้านว่ามีอะไรบ้างที่เป็นตัวการปล่อยสารเคมีอันตรายมาทำร้าย คนในบ้าน แล้วก็อย่าลืมทำตามคำแนะนำที่เราบอกไปนะคะ



 ขอขอบคุณข้อมูลจาก wikihow
http://home.kapook.com/view125598.html