Saturday, January 16, 2016

10 ข้อควรทำ ตอนตรวจเช็คสภาพบ้าน




         จะซื้อบ้านแต่ละทีใช่ว่าเป็นเรื่อง เล็ก ๆ เพราะต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก ยิ่งในปัจจุบันแค่ค่าที่ดินเปล่า ๆ ก็แพงแสนแพงจนแทบจะต้องเอาเงินเก็บทั้งชีวิตไปจ่ายก้อนใหญ่ซะแล้ว นับประสาอะไรกับบ้านสวย ๆ สักหลัง ดังนั้นหากจ่ายเงินไปแล้วได้บ้านสภาพไม่ดีเท่าที่ควร หรือมีร่องรอยที่ต้องซ่อมแซมให้วุ่นวาย คงช้ำใจแย่เลยล่ะ ดังนั้นไม่ว่า จะซื้อบ้านใหม่มือหนึ่ง หรือซื้อบ้านมือสองราคาประหยัด คุณก็ควรป้องกันปัญหานี้ไว้แต่เนิ่น ๆ ด้วยการตรวจบ้านให้ละเอียดถี่ถ้วนเสียแต่แรกตามข้อแนะนำนี้ดู

1. ตรวจดูรอยรั่ว

         ระวังไว้เถอะ เพราะท่อน้ำรั่วไม่ใช่ปัญหาเล็ก ๆ  แค่ทำให้น้ำไหลอ่อนกว่าที่ควรจะเป็นอย่างที่คุณคิดเท่านั้น แต่มันอาจนำมาซึ่งบิลค่าน้ำราคาแพงกว่าที่ควร หรือเลวร้ายกว่านั้น ถ้ามันเป็นเพราะท่อน้ำเสื่อมสภาพ คุณอาจต้องรื้อโครงใหม่ทั้งหลัง จนหมดเงินไปเป็นแสนเลยก็ได้ และคุณคงไม่อยากเสียเงินจำนวนมากขนาดนั้นไปโดยไม่จำเป็นหรอกจริงไหม ดังนั้นก่อนจะซื้อบ้านก็สำรวจท่อน้ำดูให้ดี และลองเปิดน้ำดูก่อนว่าไหลผิดปกติหรือไม่ อ้อ..แล้วก็อย่าลืมสำรวจตามเพดานว่ามีรอยน้ำซึมอยู่หรือเปล่าด้วยนะคะ

2. เช็คสายไฟ

         คนซื้อบ้านส่วนใหญ่ไม่กังวลกับปัญหาเรื่องทางเดินสายไฟเสียด้วยซ้ำ ทั้ง ๆ ที่มันส่งผลร้ายแรงจนทำให้เงินล้านที่คุณทุ่มเทไป กลายเป็นเถ้าถ่านภายในพริบตาก็ยังได้ คุณจึงควรสำรวจดูให้แน่ใจก่อนจะซื้อ โดยเฉพาะบ้านที่ดูเก่าแล้ว เพราะบ้านที่มีอายุยาวนานเกิน 50 ปีนั้น มักมีปัญหาเรื่องระบบไฟฟ้า จึงสมควรแก่เวลาเดินสายไฟใหม่ทั้งบ้านซะส่วนใหญ่

3. มองสภาพของบ้าน

         อย่าปล่อยให้การตกแต่งหลอกตาคุณได้เด็ดขาด เพราะบางทีเฟอร์นิเจอร์หรือสีที่ทาใหม่ อาจเป็นเพียงแค่สิ่งหลอกตาเพื่อใช้ปิดบังความเก่าโทรมของตัวบ้านก็ได้ คุณจึงต้องตั้งสมาธิดี ๆ แล้วมองให้เห็นถึงสภาพของตัวบ้านจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นพื้น เพดาน หรือผนังที่เก่าจนน่าใจหาย โดยไม่เอาการตกแต่งภายในมามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย จะได้ไม่ถูกหลอกให้ซื้อบ้านโทรม ๆ แล้วต้องมาเสียเงินปรับปรุงเอาทีหลัง

4. เครื่องอำนวยความสะดวกต่าง ๆ

         มันอาจเป็นเรื่องง่าย ๆ สำหรับการติดเตาแก๊ส เครื่องซักผ้า หรือเครื่องล้างจานเข้าไปอีก แต่ใช่ว่าเครื่องใช้อื่น ๆ จะสามารถทำได้อย่างง่ายดายเหมือนกันหมด เพราะของบางอย่างหากนำไปติดตั้งที่หลังก็ยุ่งยากวุ่นวาย แถมยังเสียค่าใช้จ่ายมากอีกด้วย โดยเฉพาะของชิ้นใหญ่อย่างเครื่องปรับอากาศ ดังนั้นถ้าไม่มั่นใจว่าตัวเองจะทนนอนท่ามกลางอากาศร้อนอบอ้าวของบ้านเราได้ บ้านที่มีโปรโมชั่นแถมเครื่องปรับอากาศ หรือติดตั้งมาให้พร้อม คือตัวเลือกที่ดีของคุณค่ะ

5. อย่ามองข้ามเชื้อราในบ้าน     

         จริงอยู่ว่าบ้านไหน ๆ ก็ต้องมีเชื้อราซ่อนตัวอยู่บ้างทั้งนั้น เว้นเสียแต่ว่าจะเป็นบ้านที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ ๆ จริง ๆ และปัญหาเชื้อรานั้นมีโอกาสนำมาสู่ปัญหาเรื่องสุขภาพอย่างร้ายแรง เช่น ระบบการหายใจ โดยเฉพาะกับคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ที่ร่างกายอ่อนแอกว่าคนอื่นมากอยู่แล้ว ฉะนั้นถ้าบ้านที่คุณไปดูมีกลิ่นอับแปลก ๆ ก็สงสัยเอาไว้ก่อน เพราะใต้วอลเปเปอร์ลายสวยเก๋ที่คุณเห็นอยู่ อาจเต็มไปด้วยเชื้อรานับพัน ๆ ตัวเลยก็ได้

6. ห้ามละเลยสิ่งพื้นฐาน

         อุปกรณ์พื้นฐานแต่ละอย่างในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นประตู, หน้าต่าง, ผนัง และพื้น บอกถึงความสมบูรณ์ของตัวบ้าน และสัญญาณในการซ่อมแซมได้เป็นอย่างดี คุณจึงต้องใส่ใจทุกรายละเอียดก่อนที่จะซื้อ ไม่ว่าจะเป็นพิ้นที่ไม่สม่ำเสมอ, รอยแตกน่าสงสัยตามกำแพงที่อาจเกิดจากท่อน้ำรั่ว ไปจนถึงประตูและหน้าต่างที่ฝืดเคือง ไม่อย่างนั้นคุณอาจต้องเสียเงินซ่อมแซมบ้านทั้งหลัง แถมยังเสียเวลาอีกด้วย

7. จ้างผู้ตรวจสอบมาช่วย

         บางทีแค่สายตาเราดูเอง ก็คงไม่ละเอียดถี่ถ้วนได้มากเท่ามืออาชีพหรอก การจ้างผู้ตรวจสอบมาช่วยเช็กดูสภาพบ้านจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก แม้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มอีกสักหน่อย แต่ลองคิดดูสิ หากเทียบกับการไม่ต้องจ่ายค่าซ่อมเป็นแสน ๆ ที่จะตามมาในอีก 20 หรือ 30 ปีให้หลัง เพราะเรามองไม่เห็นข้อผิดพลาดในตัวบ้านวันนี้ มันก็เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าจริงไหมคะ

8. คิดถึงอนาคต

         ถ้าคุณวางแผนจะมีครอบครัว ก็ลืมการซื้อบ้านเล็ก ๆ ที่มาพร้อมห้องนอนเพียงห้องเดียวไปได้เลย อย่าอ้างว่าคุณกะจะอยู่บ้านนี้แค่ชั่วคราวแล้วค่อยขายต่อเด็ดขาด เพราะอนาคตนั้นมันไม่แน่นอน คุณไม่มีทางรู้หรอกว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ไม่แน่ว่าคุณอาจต้องอยู่บ้านหลังนี้ไปนานกว่าที่คิดก็ได้ ดังนั้นคิดถึงอนาคตเอาไว้ก่อน โดยการเลือกบ้านที่มีพื้นที่พอ และเดินทางไปมาสะดวก รวมถึงมีโรงเรียนดี ๆ ให้ลูกได้เรียนใกล้ ๆ บ้านด้วยนะคะ

9. ลองไกล่เลี่ยราคาดูก่อน

         อย่าเพิ่งรีบตาโตกับบ้านที่ราคาถูกจนน่าตกใจ แล้วตัดสินใจซื้อทันที แต่ควรลองเปรียบเทียบราคาดูกับบ้านอื่น ๆ ด้วย ในขณะเดียวกัน บ้านที่แพงกว่าที่คุณตั้งงบเอาไว้ ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องตัดใจไปซะทีเดียว ถ้าคุณมั่นใจว่าบ้านนี้เป็นบ้านในฝันที่คุณต้องการจริง ๆ ลองต่อราคาดูสักหน่อยจะเป็นไรไป ถ้าได้ก็โชคดีไป แต่ถ้าไม่สำเร็จ อย่างน้อยก็ได้ลองล่ะน่า ไม่มีอะไรเสียหายสักหน่อย

10. ให้ความสำคัญกับละแวกบ้าน


         เพื่อนบ้านของคุณมีส่วนสำคัญอย่างมาก เพราะคุณคงไม่อยากไปใช้ชีวิตอยู่ใกล้ ๆ คนไม่น่าไว้ใจหรอกจริงไหม? ดังนั้นลองสำรวจดูข้อมูลว่ามันเป็นแหล่งเสื่อมโทรมที่มีเหตุการณ์โจรกรรม เกิดขึ้นบ่อย ๆ หรือเปล่า แล้วก็สังเกตดูด้วยว่าเพื่อนบ้านของคุณเข้าอาศัยอยู่ที่นี่กันนานหรือยัง ถ้าส่วนใหญ่มีแต่ป้ายประกาศขาย ส่วนคนที่อยู่ก็มีแต่หน้าใหม่เตรียมจะย้ายออกซะส่วนใหญ่ นั่นอาจเป็นสัญญาณบอกถึงความผิดปกติในละแวกบ้านของคุณแล้วก็ได้


         สุดท้ายนี้หลังจากแน่ใจจนจะเซ็นสัญญาซื้อบ้านเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว ก็ต้องอ่านดูให้ละเอียดถี่ถ้วนทุกข้อก่อนจะซื้อเพื่อป้องกันการโดนเอาเปรียบ ด้วยนะคะ อย่ามัวแต่เกรงใจคนอื่นว่าเขาจะเสียเวลาเลย เพราะเงินจำนวนมากขนาดนี้ ใคร ๆ ก็ต้องคิดให้ดีก่อนจ่ายทั้งนั้นแหละ


Tuesday, January 12, 2016

10 ขั้นตอนติดตั้งฝ้าเพดานด้วยตัวเองแบบง่าย ๆ




       การติดตั้งฝ้าเพดานเป็นสิ่งสำคัญไม่น้อยสำหรับการสร้างบ้าน เนื่องจากฝ้าเพดานมีประโยชน์หลายอย่าง ทั้งช่วยป้องกันความร้อน ป้องกันฝุ่น สัตว์ไม่พึงประสงค์ หรือจะใช้ประโยชน์ด้านการสร้างความเรียบร้อยสวยงามให้บ้าน ด้วยการนำสายไฟหรือท่อในระบบสาธารณูปโภคไปซ่อนความวุ่นวายไว้ใต้ฝ้าเพดานก็ ได้ด้วย ดังนั้นหากใครอยากติดตั้งฝ้าเพดานบ้าน หรืออยากเปลี่ยนฝ้าเพดานบ้านชุดใหม่ ลองมาดูวิธีติดตั้งฝ้าเพดานด้วยตัวเองกันก่อนดีไหมคะ เผื่อว่าถ้าสามารถนำวิธีติดตั้งฝ้าเพดานไปทำตามกันได้ง่าย ๆ จะได้ลองทำด้วยตัวเอง ประหยัดค่าจ้างช่างได้อีกเยอะเลย


1. ร่างแพลนติดตั้งฝ้า

          การร่างแพลนติดตั้งฝ้าเพดานไม่เพียงแค่ช่วยคำนวณจำนวนชิ้นของฝ้าเพดานที่คุณ จำเป็นต้องใช้เท่านั้น แต่ยังช่วยให้คุณสามารถกะขนาดของฝ้าเพดานแต่ละชิ้น สำหรับแต่ละห้องได้อย่างเท่าเทียมกันด้วย ซึ่งก็จะช่วยให้ห้องดูเป็นระเบียบเรียบร้อย และสวยงามมากขึ้นนั่นเอง ซึ่งหากว่าห้องที่คุณจะติดตั้งฝ้าเพดานมีขนาด 9x11 ฟุต จะต้องสั่งฝ้าเพดานให้เท่ากับจำนวนที่จะใช้ติดตั้งกับห้องขนาด 10x12 ฟุต จึงจะเพียงพอต่อการใช้งานค่ะ
 

2. กำหนดระดับฝ้าเพดานที่ผนังห้อง

          กำหนดระดับความสูงต่ำของฝ้าเพดานที่ผนังห้อง โดยทำสัญลักษณ์ขีดระดับเอาไว้ จากนั้นก็ยึดโครงริมตามระดับความสูงที่กำหนดในตอนแรก แต่พยายามหลบมุมผนังที่ไม่เรียบเสมอ เพราะภายใต้ผนังนั้นอาจจะมีท่อหรือสายไฟซ่อนอยู่ในนั้น]
 

3. ใช้ตะขอเกี่ยวรั้วยึดโครงให้แน่นหนา

          เพื่อความแน่นหนาของโครงฝ้าเพดาน แนะนำคุณใช้ตะขอตัวใหญ่ สำหรับเกี่ยวรั้วลวดหนาม มาเกี่ยวระหว่างตะปูที่ตอกยึดโครงเหล็กกับตัวโครงเอาไว้ โดยเฉพาะช่วงโครงที่มีช่องว่างระหว่างกำแพงค่อนข้างห่าง
 

4. แขวนสปริง

          ใช้สว่านเจาะเพดาน เพื่อแขวนลวดสปริงสำหรับห้อยโครง ในขั้นตอนห้อยลวดสปริงเป็นแนวสี่เหลี่ยม พยายามติดลวดสปริงไขว้ทับกันเป็นรูปตัว T ด้วย จากนั้นก็ติดลวดสปริงให้ทั่วบริเวณห้อง
 

5. ตัดส่วนเกินของโครงออก

          เมื่อทำการแขวนลวดสปริงเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ก็นำโครงเหล็กสำหรับยึดแผ่นฝ้าเพดานมาแขวนไว้ได้เลย แต่ให้ตัดโครงเหล็กส่วนเกินตรงโครงริมออก กะระยะให้พอดีกันกับขอบของโครงริมผนังด้านนอกด้วยนะคะ
 

6. ยึดปลายโครงด้วยรีเวท

          ระหว่างขึ้นโครงสำหรับวางฝ้าเพดาน ต้องยึดปลายโครงด้วยรีเวท และพยายามทำเหลี่ยมมุมทแยงตลอด เพื่อให้รูปทรงโครงฝ้าเป็นสี่เหลี่ยมอย่างสวยงาม
 

7. ค่อย ๆ วางแผ่นฝ้าเพดานบนโครง

          เมื่อประกอบโครงเหล็กเรียบร้อยแล้วก็ค่อย ๆ นำแผ่นฝ้าเพดานมาวางทีละแผ่น โดยลอดแผ่นฝ้าผ่านโครงเหล็กด้านในไปทีละช่อง จนถึงส่วนริมผนัง
 

8. ตัดฝ้าผนังที่มีขนาดเกิน

          สำหรับแผ่นฝ้าผนังที่มีขนาดใหญ่เกินโครงเหล็ก ให้คุณใช้ไม้เมตรวัดขนาด โครงเหล็กก่อน แล้วค้างไม้เมตรไว้อย่างนั้น จากนั้นก็ทาบไม้เมตรกับแผ่นฝ้า แล้วใช้หัวของไม้เมตร (ส่วนที่เป็นเหล็ก) กรีดลงไปบนฝ้าให้เป็นรอย เพื่อมาร์กจุดที่ต้องตัดแผ่นฝ้าส่วนเกินออก เสร็จแล้วก็ใช้มีดคัตเตอร์จัดการตัดแผ่นฝ้าได้เลย
 

9. เจาะรูแผ่นฝ้า

          สำหรับบริเวณเพดานที่มีหลอดไฟอยู่ อาจจะต้องเจาะรูแผ่นฝ้า เพื่อเว้นระยะตรงหลอดไฟเอาไว้ด้วย ซึ่งขั้นตอนการตัดคุณสามารถกะด้วยระยะสายตา หรือจะใช้ไม้เมตรวัดขนาดหลอดไฟแบบเป๊ะ ๆ ก็ได้เช่นกัน จากนั้นก็ใช้คัตเตอร์กรีดแผ่นฝ้าให้เป็นรูขนาดเท่าที่ต้องการ
 

10. ฉาบซิลิโคนอุดรอยตำหนิ

          เมื่อทำการติดตั้งฝ้าเพดานเรียบร้อยแล้ว ให้คุณสำรวจร่องรอยความเสียหายบนฝ้าเพดาน เช่น รูรั่ว หรือรอยขีดข่วนจากเหล็ก ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นตำหนิที่สร้างความเสียหายกับฝ้าเพดานไม่น้อย ดังนั้นก็ควรใช้ซิลิโคนมาอุดรอยตำหนิเหล่านี้ให้เรียบร้อย

          ขั้นตอนเหล่านี้ก็เป็นกระบวนการติดตั้งฝ้าเพดานบ้านด้วยตัวเอง ซึ่งหากใครคิดว่าไม่ยากจนเกินไป และพอจะทำด้วยตัวเองไหว มาลองติดฝ้าเพดานด้วยตัวเองดูสักตั้งดีไหมคะ


Friday, January 8, 2016

4 วิธีการซ่อมรอยรั่วหน้าต่างกันฝนซึมด้วยตนเอง


       กำจัดปัญหาน้ำฝนซึมเข้าบ้านจากรอยรั่วหน้าต่างด้วยตนเอง พร้อมทั้งวิธีการสังเกตหารอยรั่วก่อนลงมือซ่อม มาดูกันว่าสามารถป้องกันฝนซึมเข้าทางหน้าต่างได้อย่างไรบ้าง

         นอกจากรอยรั่วหลังคาและประตูแล้วรอยรั่วจากหน้าต่างก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำ ให้น้ำซึมเข้าบ้านและเกิดความเสียหายกับส่วนอื่น ๆ ของบ้านตามมา ทั้งผนัง พื้น และเฟอร์นิเจอร์ที่ตั้งอยู่กับบริเวณหน้าต่าง เว็บกระปุกดอทคอมจึงได้รวบรวมวิธีการซ่อมรอยรั่วหน้าต่างด้วยตนเองมาฝากกัน แต่ก่อนที่จะเริ่มซ่อมนั้นต้องสำรวจก่อนว่ามีรอยรั่วอยู่บริเวณใดบ้าง โดยวิธีสังเกตรอยรั่วมีดังนี้

วิธีสังเกตรอยรั่วหน้าต่าง

         1. สังเกตจากกระจก นอกจากการสังเกตหารอยแตกภายนอกแล้ว ให้เช็กการติดตั้งกระจกด้วย โดยให้ใช้นิ้วกดบนกระจกแล้วดันขึ้นดันลง ถ้ากระจกขยับตามแรงดันแสดงว่ากระจกติดตั้งไม่แน่น

         2. สังเกตจากแสงที่ลอดเข้ามา ให้ปิดหน้าต่างทุกบานให้สนิท ถ้ามีผ้าม่านให้เอาออกก่อน จากนั้นสังเกตว่ามีแสงเล็ดลอดเข้ามาหรือเปล่า ถ้ามีแสดงว่าหน้าต่างของคุณเกิดรอยรั่วเข้าให้แล้ว

         3. สังเกตจากสีของขอบหน้าต่างและผนังรอบ ๆ ถ้ามีคราบสีเหลืองหรือเป็นรอยน้ำซึมแสดงว่าหน้าต่างบริเวณนั้นรั่ว

         4. สังเกตหลังฝนตกหรือจะใช้วิธีฉีดน้ำใส่ด้านนอกของหน้าต่างก็ได้ โดยหลังจากฝนหยุดแล้วให้สำรวจว่าบริเวณหน้าต่างนั้นแห้งสนิททั้งหมดหรือ เปล่า ถ้าจุดไหนที่ยังไม่แห้ง ยังคงมีร่องรอยความชื้นอยู่แสดงว่าเกิดรอยรั่ว

         5. สังเกตจากวงกบของหน้าต่าง ถ้าวงกบหน้าต่างบวม บิดเบี้ยวหรือลองปิดหน้าต่างแล้วปิดได้ไม่สนิทแสดงว่าความชื้นได้ซึมเข้าสู่ บริเวณวงกบหน้าต่างผ่านรอยรั่ว

         6. สังเกตจากแผ่นยางกันน้ำ เพราะสาเหตุที่ทำให้น้ำซึมเข้ามาอาจจะไม่ได้เกิดจากตัวหน้าต่างโดยตรงก็ได้ อาจจะเกิดจากการที่แผ่นยางตามขอบหน้าต่างเสื่อมสภาพ หลุดลุ่ยเพราะผ่านการใช้งานมาเป็นเวลานาน

วิธีการซ่อมรอยรั่วหน้าต่าง

1. ซ่อมโดยการเปลี่ยนกระจก

         บานกระจกแตกระแหงหรือติดตั้งไม่แน่นก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้น้ำซึมเข้า บ้าน ให้เปลี่ยนกระจกแผ่นที่ชำรุด วิธีนี้ถ้าไม่เชี่ยวชาญควรเรียกช่างมาซ่อมเพราะอาจจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุ ระหว่างการซ่อมได้

2. ซ่อมโดยการใช้วัสดุอุดกันน้ำ

         วิธีนี้ใช้ได้กับรอยรั่วขนาดเล็ก ๆ ที่ไม่เสียหายมาก โดยให้ใช้วัสดุอุดรอยรั่วมาอุดตามรอยแตกหรือรูเล็ก ๆ น้อย ๆ บริเวณขอบหน้าต่าง

3. ซ่อมรอยรั่วโดยการเปลี่ยนแผ่นยางกันน้ำขอบหน้าต่าง

         แผ่นยางกันน้ำเป็นวัสดุที่นำมาติดรอบขอบหน้าต่างเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำและ ความชื้นซึมเข้ามาได้ เมื่อผ่านการใช้งานมาหลายปีวัสดุเหล่านี้อาจจะเกิดการเสื่อมสภาพ ไม่ติดแน่นเหมือนเดิม ทำให้เกิดรอยรั่วบริเวณหน้าต่าง วิธีการซ่อมก็คือให้เปลี่ยนแผ่นยาง โดยให้ลอกแผ่นยางอันเก่าออกทั้งหมดแล้วนำแผ่นใหม่มาติดแทน และต้องใช้แผ่นยางขนาดและความหนาเท่าเดิมด้วย ถ้าไม่แน่ใจอาจจะเอาตัวอย่างแผ่นยางเก่าไปให้ช่างตามร้านขายวัสดุเลือกให้ก็ ได้

4. ซ่อมรอยรั่วโดยการซ่อมขอบหน้าต่าง

         วิธีนี้ใช้กับรอยรั่วที่มีปัญหาทั้งด้านในและด้านนอกขอบหน้าต่าง โดยวัสดุที่ใช้ในการซ่อมแซมคือ สเปรย์โฟมโพลียูรีเทนอเนกประสงค์หรือกาวโฟมโพลียูรีเทนที่เป็นแบบกระป๋อง ใช้สำหรับอุดร่อง ช่องโหว่ รอยรั่ว อุดช่องว่าง กันเสียง กันกระแทก เนื้อโฟมเมื่อฉีดจะฟูขึ้นเป็น 3 เท่า ใช้เวลาเซตตัวประมาณ 1 ชั่วโมง

          ใช้ชะแลงและค้อนตีตะปูแงะขอบหน้าต่างออก ให้แงะด้านนอกหรือด้านในอย่างใดอย่างหนึ่ง ห้ามแงะทั้งสองด้านพร้อมกัน

         ใช้สเปรย์โฟมโพลียูรีเทนอเนกประสงค์ หรือ กาวโฟมโพลียูรีเทนฉีดอุดตามรอยรั่วหรือรอยแตกหักบริเวณขอบหน้าต่าง ทิ้งไว้ให้แห้ง ควรสวมถุงมือในระหว่างการทำด้วยเพราะถ้าโดนมือจะล้างออกยากมาก

         เมื่อกาวโฟมแห้งแล้วให้ใช้มีดตัดกาวโฟมส่วนที่เกินออก

         ประกอบขอบหน้าต่างเข้าไปให้ถูกต้องตามเดิม

          ถึงแม้จะจัดการซ่อมรอยรั่วแล้วแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีรอยรั่วเกิดขึ้น ได้อีกในอนาคต เพราะวัสดุเหล่านั้นอาจเสื่อมสภาพได้เมื่อโดนแดดโดนฝนเป็นเวลานาน แนะนำให้หมั่นตรวจสอบอยู่เสมอ ถ้าวัสดุเสื่อมสภาพแล้วควรรีบเปลี่ยนและซ่อมทันทีเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ ส่วนอื่นของบ้านได้รับผลกระทบด้วย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Dummies, energy.ces.ncsu, chicagowindowexpert
http://home.kapook.com/view129536.html
cr. pic. https://www.pinterest.com/pin/152559506112863225/

Thursday, January 7, 2016

เคล็ดลับน่ารู้ วิธีดูแลรักษาเครื่องปรับอากาศ



        ในเมืองร้อนอย่างประเทศไทยของ เรา เครื่องปรับอากาศ หรือ แอร์คอนดิชันเนอร์ กลายเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกบ้านต้องมีติดไว้ โดยเฉพาะบางบ้านอาจจะมีมากกว่า 1 เครื่องด้วยซ้ำ ยิ่งถ้าบ้านไหนมีสมาชิกในบ้านที่ขี้ร้อนด้วยล่ะก็ เครื่องปรับอากาศของคุณคงจะต้องทำงานหนักสู้ร้อนกันทั้งวันเลยล่ะ ดังนั้นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรละเลยก็คือการดูแลรักษาเครื่องปรับอากาศของคุณ อยู่เสมอ เพื่อให้อยู่ทนอยู่นานให้คุณได้ใช้ประโยชน์ในระยะยาว จะได้ไม่ต้องเสียเงินเปลี่ยนใหม่อยู่บ่อย ๆ

          วันนี้เราจึงมีข้อมูลดี ๆ จาก กองวิศวกรรมการแพทย์ มาฝากกัน ซึ่งเป็นข้อมูลที่จะช่วยดูแลรักษาเครื่องปรับอากาศ เพื่อยืดอายุให้เครื่องปรับอากาศของคุณอยู่ไปได้อีกนาน ๆ ส่วนเคล็ดลับน่ารู้จะมีอะไรบ้างนั้น ลองไปดูกันเลยจ้า

          เครื่องปรับอากาศขนาดเล็กที่ใช้กับบ้านพักอาศัยและสำนักงานทั่วไป สามารถแบ่งประเภทตามลักษณะการติดตั้งได้หลายประเภท เครื่องปรับอากาศทุกแบบ จะสามารถแบ่งส่วนประกอบของเครื่อง ออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ ส่วนที่อยู่ภายในอาคาร (Indoor) เรียกว่า ชุดคอยล์เย็น หรือแฟนคอยล์ยูนิต และส่วนที่อยู่ภายนอกอาคาร (Outdoor) เรียกว่า ชุดคอยล์ร้อน หรือคอนเดนซิ่งยูนิต ซึ่งการทำงานของแต่ละส่วนก็จะมีลักษณะการทำงานที่คล้ายชื่อ คือ ชุดคอยล์เย็นก็จะมีหน้าที่สร้างความเย็น ส่วนชุดคอยล์ร้อนก็มีหน้าที่สร้างความร้อนออกมา และเครื่องปรับอากาศแต่ละชุดยังมีส่วนประกอบย่อยต่าง ๆ ซึ่งแต่ละส่วนประกอบของเครื่องต้องได้รับการดูแลบำรุงรักษาให้ถูกต้อง เหมาะสมกับสภาพการใช้งานของเครื่อง และนอกจากนี้แล้วยังต้องมีการดูแลบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมออีกด้วย

การดูแลบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศจะทำให้เกิดประโยชน์ได้ 2 ทาง คือ

          1. จะทำให้เกิดการประหยัดพลังงาน ประหยัดค่ากระแสไฟฟ้า ประหยัดค่าซ่อมบำรุง และยืดอายุการทำงานของเครื่อง

          2. จะทำให้เกิดความปลอดภัยต่อสุขภาพอนามัยของผู้ใช้และผู้อยู่อาศัย เนื่อ งจากการล้างทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศอยู่เสมอ จะช่วยขจัดเอาฝุ่นละออง เชื้อโรค เชื้อรา ที่เกาะติดอยู่กับส่วนต่าง ๆ ของเครื่อง และที่ล่องลอยอยู่ในอากาศภายในห้องออกไปด้วย (ฝุ่นละอองที่ล่องลอยอยู่ในอากาศจะถูกดักจับโดยแผงกรองฝุ่น ที่เรียกว่า ฟิลเตอร์) ซึ่งฝุ่นละออง เชื้อโรค เชื้อรา เหล่านี้ อาจเป็นสาเหตุของการทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ได้ เช่น โรคภูมิแพ้ โรคลีเจียนแนร์ วัณโรค หรือโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจอื่น ๆ

วิธีการดูแล บำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศ

          คอยล์เย็น หรือแฟนคอยล์ยูนิต เป็นตัวที่ติดตั้งอยู่ภายในห้องหรือภายในอาคาร มีส่วนประกอบย่อยที่จำเป็นต้องดูแลบำรุงรักษาและทำความสะอาดคือ

1. แผงกรองฝุ่น

          นเครื่อง ปรับอากาศทุกเครื่องจำเป็นต้องมีแผงกรองฝุ่นหรือฟิลเตอร์ เพราะฟิลเตอร์จะทำหน้าที่เป็นด่านแรกที่จะกรองอากาศโดยจะดักจับฝุ่นและสิ่ง สกปรกอื่น ๆ ที่ปนเปื้อนอยู่ในอากาศไม่ให้ผ่านเข้าไปยังตัวแผงขดท่อคอยล์เย็น และเป่าเข้าสู่บรรยากาศภายในห้องได้อีก ฟิลเตอร์โดยทั่วไปมีใช้กันอยู่หลายชนิด ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะขึ้นอยู่กับขนาด และรูปแบบของเครื่อง เช่น เป็นแบบใยสังเคราะห์สีขาวหรือดำลักษณะคล้ายเส้นด้ายไนล่อนมีขอบเป็นโครง พลาสติก หรือเป็นแบบใยสังเคราะห์สีดำโครงขอบเป็นเหล็กเส้นลวด หรือเป็นแบบเส้นใยอลูมิเนียมถัก (ปัจจุบันเครื่องปรับอากาศบางรุ่น มีฟิลเตอร์กรองกลิ่นและควันอยู่ด้วย) เราต้องดูแลทำความสะอาดฟิลเตอร์อยู่เสมอ เพื่อไม่ให้ฟิลเตอร์อุดตันไปด้วยฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกต่าง ๆ เพราะถ้าฟิลเตอร์อุดตันจะทำให้ลมไม่สามารถหมุนเวียนผ่านคอยล์เย็นได้ ซึ่งจะทำให้เครื่องปรับอากาศไม่เย็น มีน้ำแข็งเกาะที่ตัวคอยล์เย็น และอาจมีน้ำหยดจากตัวเครื่องได้ เมื่อน้ำแข็งที่เกาะอยู่ละลาย

          โดยที่ฟิลเตอร์มีจุดประสงค์เพื่อการกรองดักจับฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกต่าง ๆ ดังนั้นฟิลเตอร์จึงมีโอกาสอุดตันจากสิ่งเหล่านี้ได้มาก การล้างทำความสะอาดจึงควรทำให้บ่อยครั้ง โดยดูความเหมาะสมจากสภาพแวดล้อมและการใช้งาน เช่น ถ้าติดตั้งเครื่องปรับอากาศในห้อง หรือในอาคารที่มีลักษณะการทำงานที่มีฝุ่นละอองมาก เช่น ห้องเตรียมผ้าสำหรับใช้ในการผ่าตัด ซึ่งห้องนี้จะมีฝุ่นใยผ้าเกิดขึ้นจำนวนมาก ดังนั้นการล้างฟิลเตอร์ควร ต้องจะล้างทุกวัน หรืออย่างน้อยที่สุดทุกสัปดาห์ ส่วนการติดตั้งเครื่องปรับอากาศในสถานที่ไม่ค่อยมีฝุ่นละอองมากนัก เช่น ห้องนอน ห้องพักผ่อน หรือห้องทำงานทั่วไป ก็ควรทำความสะอาดฟิลเตอร์ทุก ๆ หนึ่งเดือน หรือสามเดือน

          วิธีการล้างฟิลเตอร์ทำได้โดยใช้น้ำแรง ๆ ฉีดที่ด้านหลังของฟิลเตอร์ (ด้านที่ไม่ได้รับฝุ่น) ให้ฝุ่นและสิ่งสกปรกหลุดออก หรือ ถ้าฟิลเตอร์เป็นแบบเส้นใยอลูมิเนียมถัก แบบเส้นใยไนล่อน ก็อาจใช้แปรงที่มีขนนิ่ม เช่น แปรงสีฟัน หรือแปรงทาสีช่วยปัดฝุ่นด้วยก็ได้

2.แผงขดท่อคอยล์เย็น

          แผงขดท่อคอยล์เย็น คือตัวสร้างความเย็น มีรูปร่างเป็นเส้นท่อขดไปมาตามความยาวของเครื่อง และจะมีแผ่นครีบอลูมิเนียมบาง ๆ หุ้มขดท่อเหล่านั้นอยู่ แผงขดท่อจะมอง เห็นได้อย่างชัดเจนเมื่อถอดหน้ากากส่งลม หรือหน้ากากรับลมกลับ ของเครื่องออก ที่แผงขดท่อนี้จะมีฝุ่นผงขนาดเล็กที่สามารถผ่านการกรองของฟิลเตอร์เข้ามาได้ เมื่อใช้งานไปนาน ๆ ฝุ่นเหล่านี้จะจับตัวกันหนาขึ้น และอากาศจะไม่สามารถผ่านได้ ซึ่งจะทำให้เครื่องปรับอากาศมีผลเช่นเดียวกันกับฟิลเตอร์ตัน จึงควรมีการล้างทำความสะอาดขดท่อและแผ่นอลูมิเนียม โดยในระยะเวลาในการล้างในรอบหนึ่งปี ควรมีการล้าง 1 ครั้ง

          วิธีล้างทำความสะอาดให้ใช้แปรงสีฟัน หรือแปรงทาสี ปัดเอาฝุ่น ที่เกาะยึดติดอยู่ให้ออกก่อนด้วยการลากแปรงลงตามแนวล่องของแผ่นครีบอลูมิ เนียม แล้วจึงค่อยเอาน้ำฉีดหรือราด เพื่อให้ฝุ่นที่เหลือหลุดตามน้ำออกมา แต่ เนื่องจากฝุ่นละอองที่จับอยู่เป็นเวลานาน จะมีความเหนียวมาก บางครั้งอาจจำเป็นต้องใช้น้ำยาเคมีช่วยในการขจัดคราบสกปรกออก น้ำยาเคมีที่ใช้ต้องเป็นแบบที่ใช้กับเครื่องปรับอากาศ ซึ่งจะต้องไม่เป็นอันตรายต่อคน และไม่ทำลายวัสดุที่เป็นส่วนประกอบของเครื่องปรับอากาศ เช่น แผ่นอลูมิเนียม ท่อทองแดง หรือพลาสติก ในการเอาน้ำฉีด น้ำยาเคมีที่ใช้ต้องเป็นแบบที่ใช้กับเครื่องปรับอากาศ หรือเวลาราด ต้องระมัดระวังอย่าให้น้ำกระเด็นเปียกอุปกรณ์ไฟฟ้าของเครื่อง และควรระวังไม่ให้น้ำล้นถาดรองรับน้ำของเครื่อง

3. ใบพัดลมคอยล์เย็น

          ใบพัดลมคอยล์เย็น หรือ โบลเวอร์ เป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิดการเคลื่อนที่ของลม โดยได้กำลังมาจากมอเตอร์ไฟฟ้า ฝุ่นผงขนาดเล็กที่เล็ดลอดมาจากการดักจับของแผงกรองอากาศบางส่วน จะมาจับอยู่ที่ใบพัดลม ทำให้ร่องดักลมของใบพัดลมอุดตันไม่สามารถดักลมได้เต็มที่ การเกิดในลักษณะเช่นนี้จะทำให้ปริมาณลมเย็นที่ออกไปจากคอยล์เย็นลดลง

          จึงต้องเสียเวลาในการเดินเครื่องปรับอากาศนานขึ้น เพื่อที่จะให้ได้อุณหภูมิของห้องเท่าเดิม ซึ่งมีผลทำให้เสียค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น นอกจากฝุ่นที่เกาะตามใบพัดลมจะทำให้พัดลมส่งลมเย็นออกมาได้น้อยแล้ว อาจจะทำให้เกิดเสียงดังที่ตัวชุดคอยล์เย็นขึ้นได้ เนื่องจากฝุ่นที่จับอยู่จะไปเพิ่มน้ำหนักให้กับใบพัด ทำให้ใบพัดเสียการสมดุลในตัวเอง และเมื่อมอเตอร์หมุนจะเกิดการสั่นสะเทือนจากแรงเหวี่ยงและเกิดเสียงดังขึ้น ได้ การล้างทำความสะอาดใบพัด ควรล้างทำไปพร้อมกับการล้างทำความสะอาดแผงคอยล์เย็น

4. ถาดรองรับน้ำทิ้งและท่อน้ำทิ้ง

          เป็น อุปกรณ์สำหรับรองรับน้ำที่เกิดจากการกลั่นตัวเป็นหยดน้ำของไอน้ำในอากาศภาย ในห้อง น้ำที่เกิดขึ้นนี้จะไหลไปรวมกันที่ถาดรองรับน้ำและถูกระบายทิ้งโดยผ่านทาง ท่อน้ำทิ้ง ที่ถาดรองรับน้ำทิ้งนี้ถ้าไม่ได้รับการดูแลหรือทำความสะอาด เป็นเวลานาน จะทำให้เกิดเมือกขาวใสคล้ายวุ้น น้ำที่ขังอยู่ในถาดรองรับน้ำทิ้งเป็นเวลานานนี้ เมื่อรวมกับฝุ่นละอองต่าง ๆ ที่เกาะอยู่ตามถาดรับ ก็อาจเป็นแหล่งอาหาร หรือเป็นแหล่งสะสม ของเชื้อโรค เชื้อรา และทำให้เชื้อโรคเชื้อราเหล่านี้เจริญเติบโตและแพร่กระจายสู่ผู้ปฏิบัติงาน หรือผู้พักอาศัยภายในห้องและภายในอาคารได้ การทำความสะอาดถาดน้ำทิ้งโดยการใช้แปรงที่มีขนแข็งขัดถู หรือการถอดออกมาล้าง ส่วนท่อน้ำทิ้งทำได้โดยการใช้เครื่องเป่าลม เป่าลมเข้าไปตามท่อน้ำ หรือใช้น้ำที่มีแรงดันเล็กน้อยฉีดเข้าไปภายในท่อ (ต้องแน่ใจว่าในระบบท่อไม่มีรอยรั่ว)

          วิธี การล้างทำความสะอาดถาดรองรับน้ำและท่อน้ำทิ้ง ควรทำไปพร้อมกับการทำความสะอาดแผงขดท่อคอยล์เย็นและใบพัดลม และควรตรวจดูแนวท่อน้ำทิ้งด้วยว่ามีลักษณะโค้งงอ (ตกท้องช้าง) หรือไม่ ถ้ามีต้องทำการแก้ไข เพราะท่อน้ำทิ้งช่วงที่โค้งงอตกท้องช้าง จะเป็นแหล่งที่รวมของน้ำและสิ่งสกปรก ซึ่งจะทำให้ท่อน้ำทิ้งอุดตัน และจะทำให้มีน้ำหยดจากบริเวณที่ท่อตกท้องช้างได้ เนื่องจากไอน้ำในอากาศกระทบท่อที่น้ำเย็นขังอยู่

5. ตัวโครงเครื่อง หน้ากากรับลม และหน้ากากจ่ายลม

          ทำความสะอาดโดยการปัดฝุ่น หรือใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดถู หรือถ้าสามารถถอดออกได้จะนำไปล้างน้ำก็ได้ คอยล์ ร้อน หรือคอนเด็นซิ่งยูนิต เป็นตัวที่ติดตั้งอยู่ภายนอกห้อง หรือภายนอกอาคาร ภายในชุดคอยล์ร้อนจะมีส่วนประกอบหลักอยู่สามส่วน คือ คอมเพรสเซอร์ มอเตอร์พัดลมพร้อมใบพัดลม และแผงขดท่อกับครีบอลูมิเนียม ชุดคอยล์ร้อนจะมีหน้าที่นำเอาความร้อนจากภายในห้องมาระบายออกทิ้งไป ดังนั้นลมที่เป่าออกมาจากคอยล์ร้อนจึงเป็นลมร้อน

          การดูแลบำรุงรักษาคอยล์ร้อน จึงต้องทำให้เกิดการระบายความร้อนได้ดี โดยไม่มีวัตถุสิ่งของใด ๆ  มาปิดบังทิศทางของการระบายของลม และดูแลไม่ให้มีฝุ่นหรือสิ่งอื่น ๆ มาปิดบัง โดยเฉพาะที่แผงขดท่อและแผ่นอลูมิเนียมของคอยล์ร้อน เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวขวางกั้นไม่ให้ลมเข้าไปรับความร้อนจากชุดคอยล์ ร้อนได้ ระยะห่างระหว่างชุดคอยล์ร้อนกับสิ่งกีดขวางที่ยอมรับได้ จะถูกกำหนดโดยข้อกำหนดเฉพาะในการติดตั้งของเครื่องปรับอากาศแต่ละรุ่น ซึ่งรวมถึงการเผื่อพื้นที่ว่างเพื่อการดูแลซ่อมบำรุงด้วย ถ้าคอยล์ร้อนสกปรก หรือมีสิ่งของมาปิดบังช่องทางการระบายลมทำให้ความร้อนไม่สามารถระบายออกมา ได้แล้ว จะทำให้เครื่องปรับอากาศไม่มีความเย็น หรือเย็นน้อย กินกระแสไฟฟ้ามากกว่าปกติ และอาจทำให้คอมเพรสเซอร์เสียหายได้ การทำความสะอาดฝุ่นละอองที่เกาะอยู่ตามชุดคอยล์ร้อน สามารถใช้น้ำฉีดล้างได้ แต่ต้องระวังอย่าให้น้ำกระเด็นเข้าไปเปียกอุปกรณ์ไฟฟ้าได้ ระยะเวลาในการล้างทำความสะอาดชุดคอยล์ร้อนควรล้างทุก 6 เดือน หรือทุก 12 เดือน

          การดูแลสภาพทั่วไปของเครื่องอื่น ๆ เช่น น๊อต สกรู ยางรองแท่นเครื่องต่าง ๆ อย่าให้หลุดหรือหลวม เพราะอาจทำให้เกิดเสียงดังจากการสั่นสะเทือนได้ ดูแลฉนวนที่ใช้ป้องกันความร้อนต่าง ๆ ถ้าพบว่าชำรุดฉีกขาดควรแก้ไขหรือ ซ่อมบำรุง เพราะถ้าฉนวนที่ใช้ป้องกันความร้อนชำรุด จะทำให้ไอน้ำในอากาศกลั่นตัวเป็นหยดน้ำในบริเวณนั้น และจะทำความเสียหายให้กับฉนวนส่วนอื่น ๆ อีก หรือน้ำที่เกิดขึ้นนั้นจะหยดลงบนฝ้าเพดาน หรือตามผนังห้อง (ในกรณีที่ฉนวนหุ้มท่อสารทำความเย็น หรือท่อส่งลมเย็น หรือท่อน้ำเย็น ชำรุด) ทำให้เกิดรอยคราบสกปรก และเกิดเชื้อราขึ้นได้

ข้อแนะนำ

          เพื่อการใช้งาน การดูแลบำรุงรักษา และการตรวจซ่อมเครื่องปรับอากาศให้ถูกต้อง เหมาะสมกับสภาพและรูปแบบของเครื่องปรับอากาศแต่ละเครื่อง ควรศึกษาทำความเข้าใจเอกสารคู่มือที่ให้มาพร้อมกับเครื่องปรับอากาศ และปฏิบัติตามคำแนะนำให้ถูกต้อง

คำเตือน

          ก่อนดำเนินการตรวจสอบ ดูแล บำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศ หรืออุปกรณ์ใด ๆ ที่มีไฟฟ้าป้อนอยู่ ต้องปิดสวิตซ์ หรือเบรคเกอร์ ตัดวงจรของระบบไฟฟ้าออกก่อนทุกครั้ง


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
กองวิศวกรรมการแพทย์

Sunday, January 3, 2016

15 จุดเช็คแล้วเปลี่ยน เพื่อบ้านสวยรับปีใหม่



       เย่ ๆ และแล้วก็ถึงวันปีใหม่อีกปี หากปีนี้ใครวางแผนว่า จะทำบ้านใหม่ให้น่าอยู่ เพราะทนบ้านรก ๆ ไม่ไหว แนะนำให้เช็ก 15 จุดนี้แล้วเปลี่ยนเลย
        บ้านต่อให้สร้างมาดีแต่หากอยู่ไปนานๆ ก็มีทรุดโทรมบ้างเป็นธรรมดา หากปีใหม่ปีนี้ตั้งใจจะเปลี่ยนบ้านรก ๆ ที่ไม่ค่อยได้ดูแลให้กลับมาสะอาด น่าอยู่ เหมือนตอนเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ ๆ TerraBKK.com เขาแนะนำว่าให้เช็ก 15 จุดนี้แล้วเปลี่ยนซะ บ้านก็จะสวยได้อย่างใจโดยไม่ต้องถอน รื้อ ทุบเลย

15 กลวิธีซ่อมแซมบ้านสวย (Terrabkk)
        บ้านสวย ๆ ใครก็อยากเป็นเจ้าของ เพราะบ้านเป็นทรัพย์สินอันเป็นที่รักของเรา นานวันไปย่อมเก่าทรุดโทรมตามกาลเวลา หากผู้เป็นเจ้าของบ้านไม่ดูแลรักษาหรือเอาใจใส่ การซ่อมแซมหรือการทำความสะอาดเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็สามารถรักษาสภาพบ้านให้กลับมาดูดีได้ TerraBKK รวบรวม 15 กลวิธีซ่อมแซมบ้านสวย ไม่มีอะไรต้องลงทุนเยอะ ไม่มีอะไรที่ทำแล้วไร้ประโยชน์ ทั้งหมดนี้เป็นแนวทางปฎิบัติง่าย ๆ ในบ้านที่สามารถทำได้จริงอย่างเป็นเรื่องปกติ

1. ทำความสะอาดอย่างล้ำลึก

        แม้ว่าจะพยายามที่จะให้บ้านเป็นระเบียบเรียบร้อยและสะอาดตาเท่าไร ให้ลองยกพรมขึ้นแล้วดูพื้นใต้พรมหรือสังเกตรอยร่องที่อยู่เบื้องหลัง การขัดห้องน้ำ ปัดฝุ่นตามใบพัดลมเพดาน หรือผ้าม่านออก เป็นต้น พยายามเช็คให้ได้ทุกที่แม้ในมุมอับแล้วทำความสะอาดให้หมดจด โดยเริ่มต้นจากการทำความสะอาดจากพื้นบ้านก่อน แล้วค่อยเปลี่ยนไปทำความสะอาดส่วนอื่น ๆ

2. โยนทิ้งและบริจาค


        เมื่อของใช้บางอย่างที่ดูสภาพไม่ค่อยจะดีแล้ว แต่ยังนึกเสียดายอยากจะเก็บไว้ใช้ต่อโอกาสหน้า ก็ไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไร แต่เมื่อใดก็ตามที่เปิดประตูเสื้อผ้าแล้วพบสิ่งที่อยู่ในนั้นเป็นเวลานานเกิน 6 เดือนโดยไม่เคยได้ใส่สักทีหรือของใช้ใดก็ตามที่ไม่เคยได้ใช้เลย ลองโละออกจากตู้เสื้อผ้าและตู้อะไรก็ตามแต่เก็บลงกล่องแล้วให้โอกาสมันอีกสัก 3 เดือนเป็นครั้งสุดท้าย ถ้าของสิ่งนั้นไม่เคยได้รับความสนใจจากตัวเราเลยสักที ลองเอาไปบริจาคดีกว่า มันต้องมีประโยชน์กว่าแน่ ๆ

3. ขัดเครื่องใช้ดูใหม่

        บางทีเครื่องมือในห้องครัว เช่น ตู้เย็น เตาอบ หรืออ่างล้างจาน สิ่งเหล่านี้ยังใช้งานได้ แต่ไม่รู้ว่ามันเต็มประสิทธิภาพอยู่หรือเปล่า คราบน้ำแข็งในตู้เย็นไม่ได้ช่วยให้ประหยัด แต่กลับกินไฟมากกว่าเดิม แถมความเย็นยังลดลงด้วย เป็นต้น ดังนั้นลองทำความสะอาดตู้เย็นหรือตู้แช่และทำความสะอาดพวกตัวกรองต่าง ๆ เช่น ในเครื่องซักผ้าอีกสักหน่อย ก็จะได้บ้านสวยและดีกลับคืนมา

4. จดจำอายุอาหาร
        ในขณะที่กำลังค้นหาอาหารสำหรับมื้อใดก็ตาม การค้นหาไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีจุดหมาย คุณอาจจะอยากรับประทานของที่มีอายุนานกว่า เพราะไม่รู้ว่ามีอาหารใดบ้างที่กำลังจะหมดอายุและควรนำมารับประทานก่อน ดังนั้นปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตั้งแต่ตอนเริ่มต้น โดยจดอายุอาหารที่ซื้อมาให้ดี จะได้นำมากินทันเวลาก่อนที่มันจะเสีย ป้องกันของเน่าบูดคาตู้เย็นจนต้องล้างตู้เย็นหรือห้องครัวกันให้วุ่นวาย

5. น้ำมันหยดบานพับ

        ลองไปเปิดปิดประตูหรือหน้าต่างในบ้านดูสิว่า มีเสียงออดแอดบ้างหรือไม่ มันอาจจะฝืดหรือมีรอยสนิมอยู่ก็ได้ ลองหาน้ำมันหรืออะไรที่เหมาะสมมาหยอดดู เพื่อให้ไม่มีบานหน้าต่างหรือประตูเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดรบกวนโสตประสาทอีกต่อไป

6. เช็ดดูความสกปรก

        การทำความสะอาดบ้านเป็นเรื่องปกติของพ่อบ้านแม่บ้านอยู่แล้ว แต่สำหรับชีวิตคนวัยทำงาน ที่งานนอกบ้านก็ยุ่งอยู่แล้ว จึงเป็นไปได้ที่จะตกหล่นหน้าที่ภายในบ้านไปบ้าง ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องบังคับตัวเองให้ต้องทำความสะอาดบ้านทุกวัน เพียงแค่เมื่อไรที่ว่างแล้วเห็นฝุ่นเริ่มจับตัว เห็นรอยเท้าบนพื้น เห็นรอยนิ้วมือบนโต๊ะ แสดงว่าถึงเวลาที่จะต้องจัดการบ้านให้สะอาดเสียที

7. ทาสีรอยซีดจาง

        การย้ายที่ตั้งกระถางต้นไม้ เก้าอี้นั่งเล่นหน้าบ้าน โต๊ะไม้ที่ระเบียง จะทำให้เห็นสีบนพื้นหรือผนังที่ผิดเพี้ยนไปจากเดิม เพราะการโดนแดดโดนลมที่ต่างกัน บริเวณที่แดดเลียถึงย่อมเจือจางกว่าพื้นที่มีสิ่งของวางทับ ดังนั้นลองไปร้านค้าวัสดุบ้าน แล้วเลือกสีที่ใกล้เคียงและชื่นชอบมาทาพื้นหรือผนังให้เป็นเนื้อเดียวกัน จึงเป็นวิธีซ่อมบ้านสวยแบบง่าย ๆ ที่ทำเองได้ไม่ต้องเรียกช่าง

8. ป้องกันดีกว่าแก้

        เดินทัวร์รอบบ้านว่าอุปกรณ์ป้องกันอันตรายในบ้านใช้งานได้ดีอยู่หรือไม่ เช่น กล้องจับขโมย สัญญาณเตือนไฟไหม้ คัทเอาท์ไฟฟ้า เป็นต้น เสียเวลาหน่อยแต่ก็คุ้มค่า เพราะความปลอดภัยเป็นเรื่องใหญ่ของทุกคนในบ้าน

9. ตรวจสอบเครื่องใช้ไฟฟ้า

        ไม่มีใครอยากจะเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้ายามฉุกเฉิน อย่างน้อยเราเองน่าจะพอทราบว่าใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้มานานเท่าไรแล้ว การตรวจเช็คสภาพภายในจึงเป็นเรื่องที่ควรทำ เช่น เครื่องทำน้ำอุ่น ยังคงรักษาอุณภูมิน้ำได้ดีหรือไม่ เครื่องปรับอากาศมีเสียงดังเกินไปหรือเปล่า หรือที่มีสายไฟลงใต้ดิน แน่ใจไหมว่ามันใช้งานได้ตามปกติ

10. ทำความสะอาดหน้าต่าง

        ภายในและภายนอกหน้าต่างกำลังเผชิญกับฝุ่นละอองเป็นจำนวนมาก สิ่งสกปรกตามมาในสายลมอาจจะพัดเข้ามาในบ้านหรือเกาะติดกระจกดูแล้วไม่สะอาดตาจนไม่เหลือเค้าความสวยงาม ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่ควรจะทำความสะอาดกระจกให้กลับมาใสกิ๊งเหมือนเดิมเสีย ที ไม่ใช่เพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ควรทำเพื่อรักษาสุขภาพของคนในบ้านไปพร้อมกันด้วย

11. พื้นไม้ขัดมัน

        ปัจจุบันยังมีบ้านไม่น้อยที่มีพื้นบ้านชั้น 2 เป็นพื้นไม้ นานวันไปดูสึกหรอดูเก่าได้ ซ่อมบ้านสวยง่าย ๆ โดยการทำความสะอาดแล้วลงน้ำมันชักเงาให้สวยงาม เพื่อสร้างความสวยงามและรักษาเนื้อไม้ให้แข็งแรงคงทนไปในตัว

12. กลิ่นผ้าหอมสดชื่น

        หลายคนทำความสะอาดบ้านเสียอย่างดิบดี แต่ดันลืมของใกล้ตัว อย่างผ้าคลุมเตียง ปลอกหมอน ผ้าม่านห้องอาบน้ำ และผ้าม่านหน้าต่าง เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ล้วนเก็บเป็นตัวเก็บฝุ่นละอองชั้นดี หลายคนกลายเป็นโรคภูมิแพ้เพราะสิ่งเหล่าโดยไม่ทันรู้ตัว ดังนั้นลองเอาผ้าประดับเครื่องใช้เหล่านี้ไปทำความสะอาดดูเสียหน่อย สังเกตง่าย ๆ เมื่อใดที่เริ่มจามหรือรู้สึกคันจมูก นั่นแหละคืออาการเบื้องต้นของพื้นที่ที่มีฝุ่นเยอะนั่นเอง

13. กำแพงสีหลุดร่อน

        แม้ว่าผนังหรือกำแพงบ้านของเราจะเป็นสีที่ชอบ แต่เมื่อไรเมื่อเดินเข้ามาดูใกล้แล้วเห็นว่าเปลี่ยนไป เริ่มมีรอยแยกหลุดร่อน แม้กระทั่งรอยเจาะตะปูแขวนกรอบรูปหรือของตกแต่งบ้าน ที่แม้จะย้ายสิ่งของเหล่านั้นออกไปแล้วก็ยังคงเหลือร่องรอยไว้ในเห็น หากไม่ต้องการทาสีใหม่ทั้งหมดก็ลองมองหาสีเทียบเคียงแล้วทาปกปิดความต่างของ 2 พื้นที่ไปพลาง ๆ ก่อนดีกว่าไม่ทำอะไรเลย

14. จัดเรียงเฟอร์นิเจอร์ใหม่

        หากไม่มีอะไรใหม่เปลี่ยนแปลง ลดลง หรือเพิ่มขึ้น แต่การโยกย้ายเฟอร์นิเจอร์สามารถเปลี่ยนให้บ้านสวยขึ้นได้ แถมยังส่งเสริมให้เกิดการไหลเวียนของอากาศและความรู้สึกของการตกแต่งภายใน ด้วยมุมมองใหม่ ๆ แค่จับสิ่งโน้นมาวางนี้ แล้วโยกสิ่งนั้นไปไว้มุมห้อง ง่าย ๆ แบบนี้แหละแต่ทำให้บ้านสวยขึ้นมานักต่อนักแล้ว

15. เปิดทางให้แสงส่องผ่าน

        ตรวจสอบการติดตั้งไฟทั้งหมด เพื่อดูว่าหลอดไฟใดเกินความจำเป็นไปหรือเปล่า พิจารณาการลงทุนเงินเพิ่มเล็กน้อยในการใช้พลังงานธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น เพิ่มหลังคาแบบใสในห้องครัว นอกจากช่วยให้ห้องครัวดูโปร่งขึ้นแล้ว ยังสามารถใช้ประโยชน์จากแสงอาทิตย์ในตอนกลางวันได้ด้วยนะคะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://home.kapook.com/view137690.html
cr. pic. https://www.pinterest.com/pin/22940279336839204/

Saturday, January 2, 2016

วิธีไล่หนูออกจากบ้าน โดยไม่ต้องฆ่า




         หลายบ้านอาจจะ เคยได้ยินเสียงร้องจี๊ด ๆ หรือเสียงฝีเท้าวิ่งไป-มาอยู่บนฝ้าเพดาน และอาจจะมีการทิ้งร่องรอยน่าสงสัยเอาไว้ให้ไม่สบายใจอยู่บ้าง ก็คงต้องลองสำรวจดูสักหน่อยแล้ว ว่าบ้านของคุณเข้าข่ายมี "หนู" อพยพกันมาอาศัยอยู่บ้างหรือไม่ และถ้าหากพบว่าภายในบ้านมีครอบครัวหนูมาอาศัยอยู่แล้ว ก็คงต้องมองหาวิธีไล่หนูกันสักหน่อย

           ซึ่งแม้ว่าจะมีกาวดักหนู และยาฉีดสำหรับไล่หนูวางขายอยู่ทั่วไป แต่บางคนอาจจะไม่อยากฆ่าแกงกันให้รู้สึกบาป ดังนั้นวันนี้เราจึงขอนำ วิธีไล่หนูแบบไม่ต้องฆ่า มาฝากไว้ให้ลองนำไปใช้กันดูนะคะ

 วิธีไล่หนูออกจากบ้าน


 1. น้ำมันก๊าด

           ไม่บอกก็รู้ว่า น้ำมันก๊าด มีกลิ่นรุนแรงขนาดไหน เพราะแม้แต่คนที่สูดดมเข้าไปมาก ๆ ก็ยังแอบเวียนหัวอยู่เหมือนกัน นับประสาอะไรกับหนูตัวเล็ก ๆ เมื่อเจอเข้ากับกลิ่นของน้ำมันก๊าด รับรองว่าเจ้าหนูทั้งหลายจะเข็ดขยาดจนไม่อยากอยู่ในบ้านหลังเดิมอีกต่อไปเลย ล่ะ วิธีการก็แค่เทน้ำมันก๊าดใส่ถ้วยเล็ก ๆ ไปวางไว้ตามจุดที่คาดว่าหนูอาศัยอยู่เท่านั้นค่ะ หรือจะวางไว้กับแหล่งอาหารของหนูก็ได้ แต่ควรระวังอย่าใช้ในบ้านที่มีเด็ก และต้องหมั่นเปิดหน้าต่าง ประตู เพื่อระบายกลิ่นบ้างนะคะ และสามารถเปลี่ยนเป็นน้ำมันสน หรือน้ำมันกลิ่นฉุนอื่น ๆ ก็ได้

 2. ลูกเหม็น

           กลิ่น ของลูกเหม็นแม้จะไม่รุนแรงเท่าน้ำมันก๊าด แต่ก็เป็นกลิ่นที่ไม่รัญจวนใจนัก หนูทั้งหลายจึงไม่ค่อยสบอารมณ์กับกลิ่นของลูกเหม็นสักเท่าไหร่ หากนำลูกเหม็นไปวางไว้ในจุดที่คิดว่าหนูจะวนเวียนอยู่ เช่น ใกล้ถังขยะ ฝ้าเพดาน หรือมุมอับภายในครัว เท่านี้หนูก็จะเบื่อหน่ายกับกลิ่นจนอยากย้ายบ้านหนีไปเลย

 3. เปิดไฟให้สว่าง

           เป็น อีกหนึ่งวิธีที่ง่ายแสนง่าย เพราะแสงไฟจะทำให้หนูแสบตา และไม่กล้าออกมาแสดงตัวมากนัก ซึ่งเมื่อไฟยังสว่างอยู่หนูก็จะกล้า ๆ กลัว ๆ ที่จะออกมาคุ้ยหาอาหาร หรือแทะข้าวของต่าง ๆ ให้พังเสียหาย ซึ่งผลที่ตามมาอาจจะต้องแลกด้วยค่าไฟที่เพิ่มขึ้นจนน่าใจหายอยู่เหมือนกัน

 4. ประทัด

           นอกจากกลิ่นเหม็นแล้ว หนูก็ยังเป็นสัตว์ที่ขี้ตกใจพอสมควร ดังนั้นหากอยากไล่หนูให้แตกกระเจิง ลองซื้อประทัดมาจุดใกล้ ๆ รังหนู เพื่อให้ครอบครัวหนูตกใจกับเสียงประทัดจนต้องอพยพกันออกไป แต่การจุดประทัดก็ต้องใช้ความระมัดระวัง ทั้งตัวผู้จุดเองและอย่าไปโยนใส่ตัวหนูโดยตรง ไม่อย่างนั้นคงเป็นภาพที่สยองขวัญน่าดู

 5. กรงดักหนู

           วิธีง่าย ๆ ที่นิยมใช้กันมานาน เพียงแค่ซื้อกรงดักหนู แล้วนำอาหารหรือเหยื่อล่อหนูใส่เข้าไป จากนั้นเมื่อหนูวิ่งเข้าไปในกรงแล้ว กรงก็จะปิดลง เราก็แค่นำหนูในกรงไปปล่อยไว้ให้ไกลบ้านมากที่สุด และต้องไกลจากบ้านคนอื่นด้วยนะคะ ไม่อย่างนั้นจะเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้เพื่อนบ้านแทน

           ซึ่งเทคนิคในการวางกรงดักหนูก็คือ ให้วางมากกว่า 1 กรง และวางให้หันหลังชนกัน หนูจะได้เข้ามาติดกับได้ทั้งสองทาง อีกทั้งถ้ายิ่งวางติดกำแพงได้ก็ยิ่งดี เนื่องจากหนูมักวิ่งลัดเลาะแถว ๆ ริมกำแพงมากที่สุด และที่สำคัญเมื่อใช้กรงเสร็จแล้วให้ล้างจนสะอาดทุกครั้ง เพราะกลิ่นของหนูตัวเดิมจะทำให้หนูตัวใหม่ไม่เข้าใกล้กรงจ้า

6. เม็ดไล่หนู

           เม็ดไล่หนูก็ใช้หลักการเดียวกันกับการวางลูกเหม็น แต่แตกต่างกันตรงที่เม็ดไล่หนูจะมีลักษณะเป็นเม็ดสีดำ กลิ่นฉุน เมื่อนำไปวางไว้ใกล้จุดที่คาดว่าหนูจะออกมาปรากฏตัว จะทำให้หนูทนกลิ่นไม่ไหวและหนีหายไปในที่สุด ซึ่งเม็ดไล่หนูสามารถหาซื้อได้ที่ร้านทุกอย่าง 60 บาท แต่ข้อเสียก็คือกลิ่นฉุนอาจทำให้ผู้ใช้มึนได้เหมือนกันนะคะ

 7. สมุนไพรไล่หนู

           ปัจจุบัน มีสมุนไพรไล่หนูขายกันอยู่ทั่วไป สามารถหาซื้อได้ง่ายในซูเปอร์มาร์เก็ต โดยน้ำยาไล่หนูเหล่านั้น ถูกสกัดขึ้นจากสมุนไพรไทย ๆ อย่าง กะเพรา, สะระแหน่ หรือใบมะกรูด เป็นต้น ซึ่งข้อดีคือไม่มีพิษร้ายแรง และไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้ แต่ข้อเสียคือมักมีอายุการใช้งานที่สั้น กลิ่นจางไว ทำให้ต้องใช้ในปริมาณมาก

 8. ต้นยี่โถ

           กลิ่นของต้นยี่โถทำให้หนูไม่ค่อยชอบใจนัก ดังนั้นหากปลูกต้นยี่โถติดสวนเอาไว้สักต้นสองต้น แล้วตัดเอากิ่งยี่โถ ไปวางไว้ในบริเวณที่หนูชุกชุม หนูซึ่งมีจมูกไวก็จะได้กลิ่นรุนแรงจนทนไม่ไหว และอพยพย้ายถิ่นฐานกันไปในที่สุด แต่ข้อสำคัญคือต้องหมั่นเปลี่ยนกิ่งใหม่บ่อย ๆ เพราะเมื่อกิ่งยี่โถแห้งเหี่ยว กลิ่นก็จะจางลงค่ะ

 9. เลี้ยงแมว

           เป็นวิธีง่าย ๆ ที่หลายบ้านนิยมทำกันมานาน ยิ่งโดยเฉพาะในปัจจุบันที่เทรนด์เลี้ยงแมวกำลังมาแรง ถ้าคุณเป็นครักสัตว์ แค่เลี้ยงแมวติดบ้านเอาไว้สักตัว แมวก็จะกำจัดโจทก์เก่าอย่างหนูให้หมดไปอย่างรวดเร็ว เพราะแค่หนูมองเห็นและได้กลิ่นแมวที่เลี้ยงไว้ ก็คงเตรียมเก็บข้าวเก็บของเผ่นออกจากบ้านแล้วล่ะจ้า

 10. ทรายแมว

           หากบ้านไหนไม่อยากเลี้ยงแมวให้วุ่นวาย ทางแก้อีกวิธีก็คือลองหาทรายแมว ที่แมวฉี่ใส่เอาไว้แล้ว โดยอาจขอจากเพื่อนบ้านที่เลี้ยงแมวก็ได้ แล้วนำทรายแมวใส่ถุงผ้า ไปวางไว้ใต้เพดาน หรือบริเวณที่หนูเพ่นพ่าน หนูจะหลอนกับกลิ่นฉุนจากฉี่ของโจทก์เก่า จนไม่อยากย่างกรายผ่านมาอีกเลย แต่ทางที่ดีเลือกวางเฉพาะจุดดีกว่านะคะ ไม่อย่างนั้นคุณคงจะฉุนจนมึนตามหนูไปแน่ ๆ

 11. ปิดทางเข้า

           ลองสำรวจรอบ ๆ บ้านดูสักหน่อย ว่ามีจุดไหนบ้างที่หนูสามารถเล็ดลอดเข้ามาได้ เช่น ซอกเล็กซอกน้อยบนหลังคา, รอยแยกบริเวณฝ้าเพดาน, รูกำแพง, ประตู-หน้าต่างห้องครัว หรือท่อน้ำ เป็นต้น แล้วจัดการปิดรอยรั่วเหล่านั้นให้หมดสิ้น อย่างน้อยก็เป็นการป้องกันไม่ให้หนูสามารถเล็ดลอดเข้ามาได้ง่าย ๆ

 12. กำจัดแหล่งอาหาร

           การจัดการบ้านให้สะอาดหมดจด ไม่มีเศษอาหารตกค้าง จะเป็นการดีที่ทำให้หนูมองข้ามบ้านของคุณไปได้ง่าย ๆ เนื่องจากแหล่งอาหารของหนูถูกกำจัดจนหมดสิ้น ขืนอาศัยอยู่ในบ้านคุณต่อไปก็คงอดตายกันทั้งครอบครัวแน่ ๆ จากนั้นลองจัดบ้านให้โล่งและไม่มีมุมอับ จะได้หมดที่ซ่อนตัวของครอบครัวหนูด้วยจ้า


           ได้รู้จักกับวิธีไล่หนูแบบไม่ต้องฆ่ากันไปแล้ว ก็อย่าลืมลองนำวิธีเหล่านี้ไปลองใช้กันดูนะคะ ซึ่งบางวิธีก็อาจจะเหมาะกับหนูบางตัว ลอง ใช้หลาย ๆ วิธีเผื่อจะเจอทางออกที่ดีเข้าสักทาง หากใครมีวิธีดี ๆ ก็อย่าลืมแบ่งปันเพื่อน ๆ บ้างนะคะ ขอเป็นกำลังใจให้บอกลากับหนูได้ไว ๆ จ้า