Friday, November 13, 2015

สาเหตุกลิ่นไม่พึงประสงค์ในตู้เสื้อผ้า พร้อมวิธีกำจัดอย่างตรงจุด !




         มาหาต้นตอของกลิ่นเหม็นสุดจะทนในตู้เสื้อผ้าและวิธีการกำจัดกลิ่นเหม็น นั้นให้หายไป เพื่อคืนความสดชื่นและสดใสให้กับตู้เสื้อผ้ากันเถอะค่ะ

          หลายคนคงกำลัง เจอปัญหาตู้เสื้อผ้ามีกลิ่นเหม็นกันอยู่ใช่ไหม ? เรื่องนี้อาจไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรแต่หารู้ไม่ว่าหากปล่อยไว้มันอาจจะนำพา มาซึ่งผลเสียอีกมากมาย โดยเฉพาะเรื่องกลิ่นเหม็นในตู้ที่ติดไปกับเสื้อผ้าตอนนำมาสวมใส่ แถมยังเป็นตัวทำลายบุคลิกของคุณจนหมดสิ้น ดังนั้นกระปุกดอทคอมจะมาช่วยหาที่มาของกลิ่นไม่พึงประสงค์และเผยวิธีการดับ กลิ่นเหม็นในตู้เสื้อผ้าให้หมดไป เพื่อให้คุณเดินออกจากปัญหานี้ได้อย่างถูกต้อง

ที่มาของกลิ่นเหม็นในตู้เสื้อผ้า

1. กลิ่นอับจากรองเท้าลอยฝังลึกตามเสื้อผ้า

          คนรุ่นใหม่ที่ชอบอาศัยอยู่ตามคอนโด ห้องเช่า และอพาร์ทเม้นท์ทั้งหลาย อาจจะต้องเผชิญกับกลิ่นรองเท้าอับ ๆ ที่อยู่ในตู้เสื้อผ้า เพราะคุณจำเป็นที่จะต้องเก็บรองเท้าเอาไว้ในห้อง บวกกับพื้นที่ในห้องไม่เอื้ออำนวยให้กลิ่นถ่ายเทได้สะดวก กลิ่นรองเท้าจึงไหลเข้าไปติดค้างอยู่ตู้เสื้อผ้า

2. ผ้ายังไม่ทันแห้งก็เก็บมาใส่ตู้ซะแล้ว

          เมื่อย่างเข้าสู่หน้าฝนเราทุกคนต่างก็รู้ดีว่าผ้าที่ซักตากไว้ต้องแห้งช้า เพราะความชื้นที่มากับฝนและพอฝนมาเราก็ต้องรีบเก็บผ้าทั้ง ๆ ที่ยังไม่แห้งดี เมื่อนำเอาไปใส่ไว้ในตู้เสื้อผ้าความชื้นเหล่านั้นจะก่อตัวขึ้นเป็นเชื้อรา และส่งกลิ่นไปทั่วทั้งตู้

3. ไอระเหยจากเครื่องหอมที่หมดอายุแล้ว

          หลายคนที่กลัวว่าตู้เสื้อผ้าจะมีกลิ่นอับจนทำให้เสื้อผ้าเหม็นตามไปด้วย แล้วแก้ปัญหาด้วยการนำเครื่องหอม อย่างถุงบุหงาและผลิตภัณฑ์ดับกลิ่นมาวางไว้นานเกินจนมันหมดอายุขัย จากกลิ่นหอม ๆ ที่เคยกระจายออกมาจะกลับกลายเป็นกลิ่นอับที่ออกมาจับเสื้อผ้าแทน
4. ไอเทมชิ้นโปรดที่ใส่ทุกวันนั่นแหละตัวการสำคัญ

          เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่มีไอเทมชิ้นโปรดที่ใส่บ่อยและไม่ค่อยได้ซัก อย่างเช่น กางเกงยีนส์ ผ้าคลุมไหล่ ผ้าพันคอ เสื้อคลุม หมวก และอื่น ๆ อีกมากมาย รู้หรือไม่ว่าไอเทมเหล่านี้คือตัวการส่งกลิ่นคราบเหงื่อ กลิ่นควันรถ กลิ่นอาหาร หรือแม้กระทั่งกลิ่นบุหรี่ให้กระจายไปทั่วทั้งตู้นั่นเอง

5. สัตว์เสี้ยงและสัตว์ที่ไม่ได้รับเชิญก็เพิ่มกลิ่นเข้ามา

          ต้องเริ่มกันที่สัตว์เลี้ยงอย่างน้องหมาและน้องแมวกันก่อน เพราะพวกเขาได้รับอนุญาตให้คลุกคลีอยู่ในทุก ๆ ส่วนของบ้าน ดังนั้นอย่าคิดว่าพวกเขาจะไม่กล้าเข้าไปยุ่มย่ามในตู้เสื้อผ้าของคุณเด็ดขาด ส่วนเจ้าสัตว์ที่ไม่ได้รับเชิญอย่างแมลงสาบ หนู มด และอื่น ๆ ที่แอบแฝงตัวเข้าไปซุกซ่อนอยู่ภายในนั่นเอง โดยสัตว์ที่ว่ามาจะส่งกลิ่นสาบที่ตัว กลิ่นฉี่ กลิ่นมูล กลิ่นเศษอาหาร หรืออาจรวมไปถึงกลิ่นซากสัตว์ที่เข้าไปตายให้คลุ้งกระจายอยู่ภายในตู้เสื้อ ผ้า

6. ใช้ตู้เก็บของอเนกประสงค์ส่งกลิ่นน้ำยาไปเกาะผ้า

          ดูเหมือนว่าข้อนี้จะไม่เกี่ยวอะไรกับกลิ่นเหม็นในตู้เสื้อผ้า แต่ตู้พวกนี้ก็มีไว้เก็บผ้าที่ใช้งานทั่วไปในบ้าน ดังนั้นถ้าที่บ้านเก็บผ้าขนหนูและผ้าอเนกประสงค์เอาไว้ในตู้เก็บของ อเนกประสงค์ กลิ่นจากน้ำยาเคมีประเภททำความสะอาดและฆ่าเชื้อก็จะกระจายตัวไปทั่วทั้งตู้ และสิ่งสกปรกจากอุปกรณ์ทำความสะอาดก็จะวนเวียนอยู่ในนั้นเช่นกัน

วิธีกำจัดกลิ่นเหม็นในตู้เสื้อผ้า
1. แขวนเสื้อให้ติดริมหน้าต่างเพื่อปล่อยกลิ่นอับ

          บ้านไหนที่มีเนื้อที่ไม่เพียงพอที่จะใช้ตู้เสื้อผ้า เราขอแนะนำให้ใช้ราวแขวนมาติดตั้งไว้ริมหน้าต่างเพื่อแขวนเสื้อผ้าไล่กลิ่น อับให้ระเหยออกไป แถมเสื้อผ้ายังได้สัมผัสกับไอแดดธรรมดาสร้างกลิ่นสดชื่นให้กับเสื้อผ้าอีก ด้วย หรือใครที่กำลังจะทำความสะอาดตู้ครั้งใหญ่ก็ให้นำเทคนิคนี้ไปใช้เพื่อให้ กลิ่นเหม็นคลายตัวออกจากเสื้อผ้าของคุณ
2. ใส่แผ่นอบแห้งเข้าไปในรองเท้า ดับกลิ่นที่ต้นตอ

          ในเมื่อเราไม่สามารถหาทางเลี่ยงเอารองเท้าไปไว้ที่อื่นได้ ดังนั้นเราต้องดับกลิ่นที่ต้นตอให้สิ้นไป ด้วยการใส่แผ่นอบแห้งเข้าไปในรองเท้าที่ไม่ได้ใส่ และเปลี่ยนแผ่นอบแห้งทุกวัน เจ้ากลิ่นเหม็น ๆ ที่ว่าก็ไม่กล้าไหลผ่านเข้ามาในตู้เสื้อผ้าได้อีก
3. วางสบู่กระจายกลิ่นหอมได้อย่างรวดเร็ว

          ถ้ากลิ่นอับในตู้เสื้อผ้าไม่ได้มีฤทธิ์ร้ายแรงอะไรมากนัก แนะนำให้เอาสบู่กลิ่นที่เราชื่นชอบมาวางไว้ในตู้ เพราะกลิ่นหอม ๆ ของสบู่จะกระจายไปดับกลิ่นเหม็นได้อย่างรวดเร็ว แถมเสื้อผ้าในตู้ยังหอมได้ดั่งใจพร้อมใช้งานอีกต่างหาก
4. ฉีดน้ำหอมลงถังซักผ้า

          ถ้าเสื้อผ้าของคุณได้รับกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์จากในตู้ไปซะแล้ว แนะนำให้เอาเสื้อผ้าทั้งหมดไปซักและให้รีบฉีดน้ำหอมลงไปในถังเมื่อถึงการซัก น้ำสุดท้าย เสื้อผ้าของคุณก็จะกลับมาหอมชื่นใจได้อีกครั้ง
5. หาเวลาว่างชำระล้างแหล่งส่งกลิ่นในบ้าน

          บางครั้งกลิ่นจากในตู้เสื้อผ้าก็ไม่ได้มาจากตู้เสื้อผ้าเสมอไป ปัจจัยภายนอกก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้กลิ่นเข้าไปอยู่ในตู้ได้เหมือนกัน ดังนั้นจึงควรหาเวลาว่างเพื่อเช็ดล้างตั้งแต่พัดลม เครื่องปรับอากาศ รองเท้า และตู้เสื้อผ้าบ้าง เพื่อให้แน่ใจได้ว่าแหล่งเหล่านี้ไม่ใช่ตัวการใหญ่ของกลิ่นเหม็นในตู้เสื้อ ผ้าอีก
6. ทำที่ดับกลิ่นจากผลส้มและกานพลู

          หากคุณไม่ชอบใจนักกับผลิตภัณฑ์ดับกลิ่นแบบเคมีและอยากได้กลิ่นธรรมชาติเข้า มาช่วยเหลือแทน ให้เอาผลส้มมา 1 ลูก แล้วนำกานพลูไปเสียบให้ทั่วทั้งผล เพื่อวางไว้ดับกลิ่นเหม็นในตู้เสื้อผ้า เมื่อผ่านไปหนึ่งสัปดาห์เราจะสังเกตได้เลยว่ากลิ่นเหม็นหายไปและมีกลิ่นหอม แบบธรรมชาติเกิดขึ้นแทน
7. อย่าถอดเสื้อผ้าเปื้อนวางทับเสื้อผ้าสะอาด

          หากที่บ้านคุณมีการเก็บเสื้อผ้าแบบพับใส่ตะกร้าเพื่อรอการเก็บเข้าตู้ เราขอแนะนำว่าอย่าเผลอถอดผ้าเปื้อนทับลงไปบนกองเสื้อสะอาดเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นกลิ่นเหม็นจะลงไปจับที่ผ้าดีและรอไปกระจายตัวในตู้เสื้อผ้า
8. แขวนเครื่องหอมในตู้และเปลี่ยนใหม่เมื่อหมดอายุ

          อีกหนึ่งวิธีที่เราพอจะทำได้นั่นก็คือ การแขวนเครื่องหอมหรือผลิตภัณฑ์ดับกลิ่นไว้ในตู้เสื้อผ้า และจดจำวันหมดอายุให้ดีเพื่อทำการเปลี่ยนเอาอันใหม่เข้าไปแขวนแทน เพราะถ้าเราลืมเปลี่ยนกลิ่นอับเมื่อเครื่องหอมสิ้นอายุขัยก็จะออกมาจับที่ เสื้อผ้าแทน

          เมื่อ รู้อย่างนี้แล้วก็อยากให้คนที่กำลังเผชิญปัญหาตู้มีกลิ่นเหม็นรีบนำเอาวิธี เหล่านี้ไปใช้กันโดยด่วน เพราะเสื้อผ้าที่คุณสวมใส่คือบุคลิกที่ทำให้คุณมั่นใจพร้อมทำสิ่งต่าง ๆ ในระหว่างวัน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก  howtocleanstuff และ wikihow
http://home.kapook.com/view128004.html
 รูปนี้โพสต์โดย wareepornoil เมื่อ 26 พ.ค. 58 11:13:56 จาก URL นี้ : www.shelterness.com

Thursday, November 12, 2015

8 สิ่งของสะสมเชื้อโรคสุดยี้ ! พร้อมวิธีทำความสะอาดอย่างจริงจัง





        รวมบรรดาสิ่งของใกล้ตัวที่สกปรกมากที่สุดจนน่าตกใจ และวิธีทำความสะอาดสิ่งของเหล่านั้นให้ห่างไกลจากเชื้อโรคและเชื้อแบคทีเรียด้วยตัวเอง

          แทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่าสิ่งของที่อยู่ใกล้ตัวเราจะเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค และเชื้อแบคทีเรียได้มากขนาดนี้ ซึ่งวันนี้กระปุกดอทคอมก็ได้นำเอาทั้ง 8 สิ่งของที่ว่ามาพร้อมกับ วิธีทำความสะอาดอย่างจริงจังมาฝาก เพื่อให้คุณและคนในบ้านห่างไกลจากสิ่งสกปรกที่เป็นต้นเหตุของโรคร้ายทำลายสุขภาพร่างกายกัน

1. ฟองน้ำล้างจาน

          แม้เราจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงการใช้ฟองน้ำล้างจานได้ แต่เราก็ต้องทำความสะอาดมันอย่างถูกวิธี เพราะไม่อย่างนั้นเจ้าเชื้อแบคทีเรียนานาชนิดที่เป็นต้นเหตุของไข้หวัดใหญ่ อย่าง ซาลโมเนลลา อีโคไล และสแตฟิโลค็อกคัส ที่ชอบเจริญเติบโตมาพร้อมกับความชื้นและเศษอาหารหมักหมม อาจจะมาทำร้ายร่างกายของเรา

  วิธีทำความสะอาด

          หลังล้างจานทั้งหมดเสร็จแล้วให้นำเจ้าฟองน้ำไปซักกับน้ำเปล่าและน้ำสบู่ให้ สะอาดเอี่ยม จากนั้นบิดให้แห้งวางตากไว้ด้านนอก และห้ามวางกลับไปในน้ำสบู่ซ้ำอีกรอบเด็ดขาด เมื่องานล้างจานครั้งสุดท้ายของวันผ่านพ้นไป ให้นำฟองน้ำเปียก ๆ ไปอบฆ่าเชื้อในไมโครเวฟ 1 นาที (ขอย้ำ ! ว่าต้องเป็นฟองน้ำเปียกไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดประกายไฟได้) เท่านี้ร่างกายของเราก็จะห่างไกลเชื้อแบคทีเรียแล้ว

2. อ่างล้างจานในครัว

          อย่าคิดว่าอ่างล้างจานในครัวจะสะอาดทุกครั้งที่เราล้างจานไปด้วย เพราะเศษอาหารจากจานข้าว เศษผักผลไม้ หรือแม้กระทั่งเศษเนื้อดิบจากเขียงหั่นอาหาร ที่เกาะติดอยู่ตามอ่างจะค่อย ๆ ก่อร่างสร้างตัวขึ้นเป็นเชื้อแบคทีเรียในจำนวน 500,000 ตัวเทียบเท่ากับชักโครกเลย หากเราพลาดปล่อยให้เชื้อพวกนี้เข้าสู่ร่างกายคงจะไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่

  วิธีทำความสะอาด

          มาทำความสะอาดอ่างล้างจานอย่างตรงจุดกัน ด้วยการนำผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดมาชำระล้าง ไม่ว่าจะเป็นสารฟอกขาวแบบคลอรีน ไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ หรือน้ำยาทำความสะอาดสูตรแอนตี้แบคทีเรีย ซึ่งแต่ละสูตรจะต้องใช้ในปริมาณ ¼ ถ้วยตวงผสมกับน้ำเปล่า 1 ส่วน แล้วนำไปขัดถูทำความสะอาดอ่างล้างจาน ท่อน้ำทิ้ง และก๊อกน้ำ จากนั้นทิ้งไว้ 10 นาทีแล้วล้างออกให้เกลี้ยง เราจะต้องทำความสะอาดแบบนี้ถึง 2 ครั้งต่อ 1 สัปดาห์

3. แปรงสีฟัน

          เพราะเราไม่สามารถเปลี่ยนแปรงสีฟันได้ทุกครั้งที่ต้องการใช้งานใหม่ ฉะนั้นจึงเป็นการเปิดโอกาสให้เชื้อแบคทีเรียค่อย ๆ คืบคลานเข้ามาอยู่ในปากของเรา เชื้อโรคที่อยู่ในห้องน้ำจากการกดชักโครกก็จะลอยมาตามลมแล้วไปติดเข้ากับ แปรงสีฟันเปียกชื้นของเรา ทำให้เกิดเชื้อแบคทีเรียชนิด อีโคไล ลิสทีเรีย สแตฟิโลค็อกคัส และเชื้อราที่ซุกซ่อนอยู่ตามขนแปรงอีกด้วย

  วิธีทำความสะอาด

          เรามาป้องกันเชื้อแบคทีเรียจากแปรงสุดที่รักกันเถอะค่ะ เมื่อทำธุระที่เกี่ยวข้องกับชักโครกเสร็จให้ปิดฝาชักโครกก่อนกดน้ำทิ้งทุก ครั้ง เพราะไม่อย่างนั้นละอองสิ่งสกปรกจะกระเด็นไปตามอากาศแล้วมาเกาะที่แปรงสีฟัน หากเป็นไปได้ไม่ควรเก็บแปรงสีฟันไว้ในห้องน้ำโดยเด็ดขาด รวมไปถึงเราต้องทำความสะอาดแปรงสีฟัน 1 ครั้งต่อสัปดาห์ โดยขัดล้างตามปกติแล้วล้างด้วยเพื่อฆ่าเชื้อโรค ที่สำคัญอย่าลืมเปลี่ยนแปรงสีฟันทุก 3 เดือนด้วยนะคะ

4. อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

          ความล้ำหน้าของเทคโนโลยีในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ทำให้เราใช้งานกันอย่างเพลิดเพลินจนหลงลืมเรื่องความสะอาดไปในบัดดล ไม่ว่าจะเป็นรีโมทคอนโทรล คีย์บอร์ด หรือมือถือ ต่างก็สะสมเชื้อแบคทีเรียและไวรัสไว้หลากหลายชนิด ซึ่งพอ ๆ กับอ่างล้างจานและชักโครกเลยทีเดียว

  วิธีทำความสะอาด

          เมื่อครบ 1 สัปดาห์ให้เรานำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ มาเช็ดทำความสะอาด จัดการเคาะเศษขยะออกให้หมด รวมไปถึงอุปกรณ์ที่เป็นจอทัชสกรีนให้นำน้ำยาทำความสะอาดแบบฆ่าเชื้อมาฉีด แล้วเช็ดด้วยผ้าไมโครไฟเบอร์

5. พรมในบ้าน

          ด้วยสัมผัสที่นุ่มนวลของพรมจึงทำให้ใครหลายต่างยกย่องให้เป็นของแต่งบ้าน ชิ้นโปรด แต่หารู้ไม่ว่าเจ้าพรมรองพื้นนี่แหละที่เป็นตัวการสะสมเชื้อแบคทีเรียอันดับ ต้น ๆ ของบ้าน ในจำนวน 200,000 ตัวต่อ 1 ตารางนิ้ว ซึ่งประกอบไปด้วยเชื้ออีโคไล แซลโมเนลลา และเชื้อดื้อยาที่มาจากเศษผิวหนังตามร่างกายคนและสัตว์เลี้ยง รวมไปถึงเกสรดอกไม้และสิ่งสกปรกที่มาจากนอกบ้านอีกด้วย

  วิธีทำความสะอาด  

          จะว่าไปการทำความสะอาดพรมนั้นไม่ยากอย่างที่คิด ซึ่งต้องเริ่มจากการที่เราลงมือทำเองก่อน ให้ใช้เครื่องดูดฝุ่นแบบหัวแปรงกวาดทำความสะอาดเอาสิ่งสกปรกตามซอกออกให้หมด แล้วนำน้ำยาฆ่าเชื้อมาฉีดทำความสะอาด และจ้างบริษัททำความสะอาดพรมมาทำความสะอาดปีละ 1 ครั้ง

6. ผ้าขนหนู

          หากเราปล่อยให้ผ้าขนหนูเปียกชื้นนานเกินกว่า 20 นาทีขึ้นไป เป็นเวลาที่เชื้อแบคทีเรียและเชื้อราจะค่อย ๆ เจริญเติบโตอยู่บนผ้าขนหนูของเรา รวมไปถึงเชื้อโรคดื้อยาถึง 18 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอาการแพ้และผดผื่นตามผิวหนัง

  วิธีทำความสะอาด

          ทุกครั้งหลังอาบน้ำเสร็จเราต้องทำผ้าขนหนูให้แห้งในทันทีเพื่อตัดวงจรเชื้อ โรคให้หมดสิ้น โดยการนำเข้าไปอบในเครื่องอบผ้าให้แห้ง หรือซักกับผงซักฟอกและน้ำร้อน ก่อนจะนำไปอบแห้งให้เชื้อแบคทีเรียตายสนิทอีกครั้ง

7. กระเป๋าสตางค์และกระเป๋าถือ

          แม้กระเป๋าจะเป็นแฟชั่นไอเทมที่ติดตัวเราตลอดเวลา แต่ด้วยกิจกรรมที่ต้องทำในแต่ละวันนั้นนำพากระเป๋าเราไปสู่น้ำมือของเชื้อ โรคร้ายได้อย่างง่ายดาย ฉะนั้นหากเราปล่อยปละละเลยการทำความสะอาดที่ถูกต้อง เชื้อแบคทีเรียนับล้านชนิดที่ติดมากับกระเป๋าก็จะทำให้เราป่วยได้เช่นกัน

  วิธีทำความสะอาด 

          อย่างที่รู้ ๆ กันว่าเราควรทำความสะอาดกระเป๋าหนังและไวนิลด้วยการหาผลิตภัณฑ์สเปรย์ฆ่า เชื้อมาฉีดพ่นแล้วเช็ดให้สะอาด และกระเป๋าแบบทั่วไปให้นำไปซักในเครื่องซักผ้าก็ได้เช่นกัน ที่สำคัญเราควรแขวนกระเป๋าเก็บดีกว่าวางไว้ที่พื้นให้สัมผัสเชื้อโรคเอาได้ ง่าย ๆ

8. ที่นอนน้องหมา

          ที่นอนน้องหมาเป็นสิ่งของที่คนรักสัตว์ไม่ควรละเลย  ซึ่งบริเวณนั้นจะเต็มไปด้วยน้ำลาย เศษขน เศษอุจจาระ และเศษผิวหนังที่หลุดร่อนลงไปสะสม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เชื้อโรคเติบโตได้อย่างรวดเร็ว

  วิธีทำความสะอาด

          ใน 1 สัปดาห์ เราจะต้องทำความสะอาดที่นอนน้องหมา แค่ถอดปลอกหุ้มที่นอนออกมาซักในน้ำร้อนและตากให้แห้ง แต่ถ้าไม่สามารถถอดปลอกออกได้ให้ใช้สเปรย์ฆ่าเชื้อ มาพ่นทำความสะอาดแล้วเช็ด เพื่อสุขภาพที่ดีของสัตว์ที่เรารักค่ะ

          ทั้งหมดที่ว่ามาคือตัวแทนสิ่งของสะสมเชื้อโรคมากที่สุดในบ้าน ซึ่งเราต้องดูแลทำความสะอาดกันอย่างจริงจังเพื่อป้องกันเชื้อโรค ไม่เช่นนั้นก็อย่าหาว่าไม่เตือนนะจะบอกให้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก realsimple, wikihow  และpets.petsmart
http://home.kapook.com/view129879.html

Tuesday, November 10, 2015

10 ทริคเซฟเงินช่วงหน้าหนาว บอกลาบิลค่าไฟแพงหูฉี่จนน่าปวดหัว !




       อย่าชะล่าใจกับอากาศหนาวเย็นโดยเด็ดขาด เพราะมันอาจทำให้เราเผลอใช้พลังงานในบ้านไปโดยสิ้นเปลือง งั้นไปดูทริคดี ๆ ที่จะช่วยให้เราประหยัดพลังงานและลดค่าใช้จ่ายในบ้านกันดีกว่าค่ะ

        ปัญหา บิลค่าน้ำ-ค่าไฟที่พุ่งทะยานจนกราฟเงินเก็บแทบระเบิด ใคร ๆ ก็ต่างโทษว่าเป็นความผิดของสภาพอากาศในฤดูร้อน แต่หารู้ไม่ว่าหน้าหนาวที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่ช้านี่แหละก็เป็นตัวการใหญ่ กระชากทรัพย์ออกจากกระเป๋าเรามากที่สุดเช่นกัน ดังนั้นกระปุกดอทคอมจึงรวบรวมเอาทริคเด็ด ๆ ในการใช้พลังงานอย่างถูกวิธีมาฝากกันค่ะ แม้อากาศจะเปลี่ยนแปลงไปเพียงใดเราก็ยังอุ่นใจไม่ต้องเสียค่าจ่ายรายเดือน ให้ปวดหัวอีกแล้ว สู้เอาเงินไปช้อปเสื้อกันหนาวอินเทรนด์มาใส่เล่นสักตัวจะดีกว่า

1. ใช้แสงอาทิตย์ให้เป็นประโยชน์

          หน้าหนาวทั้งทีมัวแต่ปิดประตู-หน้าต่างขังบรรยากาศอับ ๆ ไว้ในบ้านทำไม ลองเปิดประตู-หน้าต่างหรือเปิดม่านทางทิศใต้ของบ้านให้แสงแดดส่องผ่านเข้ามา ภายในและใช้แสงนั้นแทนการเปิดหลอดไฟก็น่าจะประหยัดไปได้เยอะเลย

2. เปลี่ยนบรรยากาศให้อบอุ่นแทนการใช้เครื่องทำความร้อน

          หากโชคดีปีนี้มีอากาศหนาวเย็นจับใจเสื้อหนาวกับกางเกงขายาวยังเอาไม่อยู่ ให้ลองหาปลอกหมอนหนามาสวมหมอนอิง วางผ้าห่มอุ่น ๆ ไว้ตามห้องนั่งเล่นกับห้องนอนสักผืน หรือปูพรมรองเท้ากันความเย็นจากพื้นก็ช่วยเพิ่มความอบอุ่นได้ ไม่ต้องพึ่งพาไออุ่นจากเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือถึงขั้นซื้อเครื่องทำความร้อนมา ใช้หรอก เพราะประเทศเราไม่ได้ตั้งอยู่ในจุดสภาพอากาศเยือกแข็งจนติดลบ แถมยังจะทำให้เปลืองค่าไฟโดยเปล่าประโยชน์อีกต่างหาก

3. เปิดพัดลมเพดานช่วยให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก

          งานนี้บ้านใครมีพัดลมเพดานอยู่แล้วถือว่าโชคดี เพราะเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดนี้ถูกออกแบบมาให้พัดพาอากาศร้อนให้ลอยตัวขึ้นด้าน บนในช่วงฤดูร้อน และหมุนวนอากาศอุ่น ๆ ให้เข้ามาแทนที่ด้านล่างในช่วงฤดูหนาว ฉะนั้นควรจะหันมาเปิดพัดลมเพดานระดับเบา ๆ ในช่วงหนาวนี้เพื่อให้อากาศในบ้านถ่ายเทได้อย่างสะดวกและรู้สึกอบอุ่นในคราว เดียวกัน

4. ใช้เครื่องทำน้ำอุ่นแบบพอดี

          เกือบจะเป็นปัจจัยที่ 5 ไปซะแล้วสำหรับเครื่องทำน้ำอุ่น ยิ่งลมหนาวมาเยือนขนาดนี้ยิ่งเปิดใช้งานกันถี่เลยทีเดียว ฉะนั้นปรับและเปลี่ยนมาใช้แบบพอดีด้วยการปรับอุณหภูมิไว้ที่ปานกลาง อย่าเปิดน้ำทิ้งไว้ขณะฟอกสบู่หรือสระผม และเปิดใช้งานในช่วงที่อากาศหนาวเย็นจริง ๆ เท่านั้น

5. ถอดปลั๊กหลังใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกครั้ง

          หลายคนอาจจะเพลินกับอากาศเย็น ๆ และหลับไปพร้อมกับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กำลังทำงานอยู่หรือปิดแล้วไม่ได้ถอด ปลั๊กออก สิ่งเหล่านี้คือสาเหตุหลักที่ทำให้ยอดค่าไฟพุ่งสูงเช่นเดียวกัน ไฟฟ้าจะวิ่งเข้าเครื่องตลอดเวลาเพื่อรอการเปิดใช้งานอยู่อย่างนั้น ดังนั้นหลังการใช้งานทุกครั้งต้องถอดปลั๊กออกให้เรียบร้อย

6. เพิ่มอุณหภูมิแอร์ให้อากาศอบอุ่นขึ้น

          จริง ๆ แล้วสภาพอากาศในช่วงหน้าหนาวก็ทำให้เราสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาเครื่องปรับอากาศเลยแม้แต่น้อย หากจะเปิดแอร์ต่อใช้เมื่อจำเป็นก็พอ เช่น บ้านตั้งในทิศที่โดนแสงแดดโดยตรงพอดี สภาพอากาศภายในร้อนเกินไปหรืออื่น ๆ แค่เปิดให้อุณหภูมิสูงขึ้น 1-2 องศา และลดระยะเวลาในการเปิดแอร์ให้น้อยลงกว่าปกติ ก็จะช่วยให้แอร์ไม่เร่งการทำงานจนกินไฟจนบิลค่าไฟพุ่ง

7. ลดการใช้เครื่องอบผ้าให้น้อยลง

          เมื่อฤดูฝนพัดพาผ่านไปเครื่องอบผ้าที่ช่วยป้องกันกลิ่นอับก็ไม่จำเป็นต้อง ใช้งานบ่อยในช่วงที่อากาศหนาว ๆ อย่างนี้ ถึงอากาศจะหนาวแค่ไหนแต่ประเทศไทยก็ยังคงมีแดดที่คอยแผดเผาความอับชื้นจาก เสื้อผ้าให้หายไปได้อยู่ดี ฉะนั้นเราไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องอบผ้าทุกครั้งหลังการใช้งานเสมอไป

8. ปกป้องบ้านด้วยฉนวน

          ฉนวนป้องกันบ้านคืออีกหนึ่งอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยบำรุงสุขภาพบ้านให้แข็งแรง และทนทาน ไม่ว่าจะอากาศจะร้อนทะลุบ้านหรือหนาวเสียดสีขนาดไหน แต่การใช้ฉนวนปูบนหลังคาหรือปูปกป้องผนังบ้านไว้ ก็จะช่วยปรับสภาพอากาศในบ้านในสมดุลได้อีกหนึ่งทาง ไม่ต้องพึ่งเครื่องใช้ไฟฟ้าให้ยุ่งยากและเปลืองเงิน

9. เปลี่ยนมาใช้ไฟประดับแบบ LED เพื่อลดพลังงาน

          ในช่วงอากาศหนาว ๆ อย่างนี้แสงคือสิ่งที่สำคัญที่สุด แต่จะดีกว่าไหมหากเราหาวิธีใช้แสงไฟจากหลอดไฟในบ้านให้ประหยัดกว่าบ้านอื่น เช่น ใช้หลอดแอลอีดีแทนหลอดไส้ เปิดหน้าต่างให้แสงเข้ามามากขึ้นในระหว่างวัน เพราะวิธีนี้ประหยัดค่าไฟไปได้สูงสุด 75% เลยนะจะบอกให้

10. เปิดพัดลมดูดอากาศเมื่อจำเป็นเท่านั้น

          ใช่ว่าการเปิดพัดลมดูดอากาศไว้ตลอดจะช่วยให้อากาศในบ้านสดชื่นอย่างเดียวซะ เมื่อไหร่ อันที่จริงแล้วเปิดใช้งานเมื่อจำเป็นก็พอแล้ว เช่น อาบน้ำหรือทำอาหาร เพื่อไล่อากาศอับให้ออกไปจากบ้านและปิดเครื่องหลังการใช้งานทุกครั้ง

          รู้แล้วใช่ไหมว่าอากาศหนาวก็เป็นอีกหนึ่งตัวการที่ทำให้ค่าใช้จ่ายรั่วไหล ได้ไม่แพ้ช่วงอากาศร้อนเลยทีเดียว ถ้าไม่อยากนอนก่ายหน้าผากกับบิลค่าใช้จ่ายท่ามกลางสภาพอากาศหนาวเย็นเช่นนี้ ลองหันมาใช้วิธีเหล่านี้ดูแล้วคุณจะรู้ว่ามันดีจริง

http://home.kapook.com/view133476.html

Saturday, October 24, 2015

15 ทางลัดเสกบ้านสะอาด ของคนเกลียดงานบ้านแต่ยังต้องทำ !




          ไปดูทริคที่จะทำให้บ้านสะอาดโดยที่ไม่ต้องลงแรงทำอะไรให้ยุ่งยาก รับรองได้เลยว่าชีวิตความเป็นอยู่ของคุณจะสบายขึ้นเยอะ ด้วย 15 ทางลัดที่จะทำให้บ้านสะอาดในเวลาอันรวดเร็ว

          หากคุณเป็นคนที่ไม่ชอบทำความสะอาดบ้าน แต่ดันไปสวนทางกับความต้องการที่อยากจะเห็นบ้านสะอาดสะอ้านก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะวันนี้กระปุกดอทคอมมีทริคทางลัดดี ๆ ที่จะทำให้บ้านของคุณดูดีมีระเบียบโดยที่ไม่ต้องออกกำลังให้เหนื่อยมาบอกให้ฟัง  ถ้าไม่อยากเสียเวลาและอยากนอนสบาย ๆ ในวันหยุดมากขึ้น ก็รีบตามไปดูทางลัดเสกบ้านสะอาดเหล่านี้กันเลย
 

1. เก็บแต่ของจำเป็นไว้ใช้ ไม่สะสมขยะ

          เดินสำรวจเลยว่าในบ้านมีของใช้อะไรบ้างที่จำเป็นต้องใช้และหยิบมาใช้บ่อยก็ให้เก็บเอาไว้ แต่ถ้าอันไหนคิดว่าไม่จำเป็นต้องมีแล้วก็ได้ ควรนำไปทิ้งหรือบริจาคดีกว่า เพราะทำให้บ้านดูโล่งขึ้นเยอะเลยล่ะ

2. หาอุปกรณ์ไว้จัดเก็บข้าวของให้เข้าที่


          บ้านที่ดูรกหูรกตาอาจจะไม่ได้มาจากเศษขยะเสมอไป ของใช้ชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่วางไม่เป็นระเบียบต่างหากที่ทำให้บ้านดูรก ถ้าจะให้ดีควรหาชั้นวาง ราวแขวน หรือกล่องมาติดตั้งไว้เก็บสิ่งของเหล่านั้นให้เป็นระเบียบหลังการใช้งานเสร็จ

3. จัดหาสิ่งล่อใจให้ลูกน้อยจะได้ไม่ทำลายข้าวของ

          คุณพ่อ-คุณแม่หลายคนต้องถึงกับกลืนไม่เข้าคายไม่ออกกับผลงานศิลปะบนเครื่องใช้ไฟฟ้าและผนังกำแพง เอาเป็นว่าแค่ลองหาสิ่งของ อย่างเช่น กระดานวาดเขียนมาให้เขา เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจไม่ให้กลับไปวาดเขียนของใช้อีก

4. ล้างอ่างล้างหน้าตอนอาบน้ำไปด้วย

          ไหน ๆ ก็จะอาบน้ำทั้งทียอมลงทุนเสียเวลาล้างอ่างล้างหน้าไปด้วยก็คงจะไม่เสียหายอะไร จะได้เป็นการกำจัดเชื้อโรคที่พื้นผิวอ่างไปในตัว แถมยังไม่ต้องหาเวลามาขัดล้างทำความสะอาดให้เป็นเรื่องราวใหญ่โต

5. ตั้งกฎให้ทุกคนในบ้านทำความสะอาดวันละ 10 นาที


          อยากให้บ้านสะอาดทั้งทีมันก็ต้องร่วมมือกัน ตั้งกฎให้ทุกคนในบ้านช่วยกันสละเวลาทำความสะอาดเล็ก ๆ น้อย ๆ คนละ 10 นาที เพื่อให้บ้านแลดูสะอาดสะอ้านในทุก ๆ วันและไม่ต้องเหนื่อยคนเดียว

6. หลีกเลี่ยงการใช้กระดาษให้ได้มากที่สุด

          อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้บ้านแลดูรกต้องตามเก็บทำความสะอาดตลอดนั่นก็คือ กระดาษ ให้ลองปรับลดการใช้กระดาษในบ้านให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ หาวิธีจัดการกับบรรดาแมกกาซีนและเอกสารสำคัญต่าง ๆ อย่างเช่น ชั้นวางของและกล่องใส่เอกสารให้เป็นระเบียบ

7. จัดเก็บที่นอนทุกเช้าหลังตื่นนอน


          หลังตื่นนอนในทุก ๆ เช้าเราต้องยอมสละเวลาซัก 5 นาที เพื่อจัดเก็บที่หลับที่นอนให้เป็นระเบียบ แค่พับผ้าห่มจัดเก็บหมอนและปัดฝุ่นบนที่นอน เท่านี้ห้องนอนของคุณก็จะดูดีเหมือนที่เคยจินตนาการเอาไว้แล้วล่ะ

8. ตั้งข้อกำหนดที่เหมาะสมกับตัวเอง

          หากคุณไม่มีเวลาและไม่อยากทำความสะอาดบ่อย ๆ แนะนำให้ตั้งข้อกำหนดที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ในเรื่องของความสะอาด เพื่อเตือนตนเองว่าทำแค่ไหนบ้านถึงจะไม่รก อย่างเช่น ไม่หยิบจานชามมาใช้เยอะเกินความจำเป็นจนต้องล้างครั้งละมาก ๆ

9. โยนผ้าเปื้อนลงตะกร้าเลยทันทีที่ถอดออก

          พฤติกรรมเผลอเอาเสื้อผ้าที่ใช้แล้วไปพาดไว้ตามที่ต่าง ๆ คืออุปสรรคในการสร้างบ้านให้สะอาด หลังจากถอดเสื้อผ้าแล้วยอมสละกำลังกายเดินเอาไปใส่ในตะกร้าเลยทันทีดีกว่าวางทิ้งไว้เกลื่อนบ้าน

10. ล้างจานจำนวนน้อยเลยทันทีไม่ควรแช่ทิ้งไว้

          ระหว่างมื้ออาหารใหญ่ ๆ มันก็ต้องมีอาหารว่างกันบ้าง หากจานใส่อาหารว่างเหล่านั้นไม่ได้มีมากมายอะไรมากนัก แนะนำให้ล้างเลยทันทีไม่ควรแช่ทิ้งเอาไว้ให้ต้องเหนื่อยล้างจานกองโตทีหลัง

11. ตั้งเวลาทำงานบ้านเพียง 5 นาที

          เวลา 5 นาทีของคนทั่วไปอาจจะแลดูน้อยแต่แค่ 5 นาทีก็มากพอแล้ว โดยตั้งเวลาไว้เลยว่าระหว่างการพักผ่อนในทุก 25 นาที ขอแบ่งเวลามาสัก 5 นาทีลงมือทำความสะอาดบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ ดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลยจนบ้านค่อย ๆ สกปรกเลอะเทอะ

12. ทยอยซักผ้าทุกวันเพื่อลดปริมาณผ้าเปื้อน

          อย่ารอให้ถึงวันหยุดแล้วค่อยซักทำความสะอาดเสื้อผ้า เปลี่ยนมาเป็นทยอยซักทุกวันวันละถังก็ยังดีเพื่อการสะสมผ้าเปื้อนกองโต จะได้ไม่ต้องนั่งเซ็งกับการซักผ้าในวันหยุดทั้งวัน แถมยังมีเวลาไปพักผ่อนมากขึ้นอีกต่างหาก

13. เช็ดเคาน์เตอร์ครัวหลังทำอาหารเสร็จทันที

          เมื่อเสร็จจากการโชว์ฝีมือทำอาหารแล้ว ก็อย่าเพิ่งสะบัดผ้ากันเปื้อนออกจากครัวไปเลยทันที หันไปหยิบผ้ามาเช็ดเคาน์เตอร์ครัวสักนิดก่อนออกไป รับรองได้เลยว่าครัวจะดูสะอาดสะอ้านไม่ต้องทำความสะอาดบ่อย ๆ แน่นอน

14. หาห้องไว้ทำกิจกรรมรก ๆ

          บ้านที่สะอาดเอี่ยมทุกกระเบียดนิ้วอาจจะสร้างบรรยากาศที่อึดอัดให้กับคนในบ้าน ฉะนั้นควรจะหามุมหรือห้องใดห้องหนึ่งเพื่อใช้เป็นพื้นที่เพื่อทำกิจกรรมที่ต้องมีเรื่องรก ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น พื้นที่ให้ลูกน้อยนั่งเล่นของเล่น จะได้ไม่ต้องทำให้พื้นที่อื่น ๆ รกตามไปด้วย

15. จัดกลุ่มทำความสะอาดให้กับสมาชิกในบ้าน

          อย่าท้อใจว่าทำไมคุณต้องทำความสะอาดอยู่คนเดียว เพราะคนรอบข้างสมาชิกในบ้านนี่แหละที่จะมาเป็นกำลังหลักสำคัญในการช่วยกันทำความสะอาดบ้าน โดยจัดการจับกลุ่มแบ่งหน้าที่ให้ลงตัวว่าใครทำอะไรวันไหนหรือทำตารางติดเตือนความจำไว้เลย เท่านี้คุณก็จะได้ไม่ต้องทนเหนื่อยอยู่คนเดียวแล้วล่ะ

          ทริคง่าย ๆ เหล่านี้อาจจะเป็นแค่ส่วนหนึ่งที่ช่วยให้คนเบื่องานบ้านไม่ต้องทำความสะอาดที่ทั้งหนักและเยอะแยะบ่อย ๆ หากใครคิดว่าเทคนิคเหล่านี้เหมาะกับการใช้ชีวิตก็อย่าลืมนำไปใช้กันดูนะคะ

Friday, October 23, 2015

8 สัญญาณเตือนว่าคุณกำลังเปิดช่องโหว่ให้ขโมยขึ้นบ้าน !



         ไปดูเหตุจูงใจอะไรกันที่ทำให้โจร ร้ายเลือกเข้ามาขโมยของในบ้านคุณ ซึ่งอาจเป็นเพราะตัวคุณเองก็ได้ถ้ายังทำพฤติกรรมเหล่านี้อยู่ ถ้าอยากรู้ว่ามีอะไรบ้างนั้นต้องรีบไปดูกันด่วนเลยค่ะ

          หากไม่รู้ก็ควรที่จะต้องรีบอ่านไว้เลยเพราะความแน่นอนมันจับต้องไม่ได้ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าประเทศที่มีเศรษฐกิจเจริญเติบโตอย่างสหรัฐอเมริกา จะมีสถิติการก่อเหตุอาชญากรรมยกเค้าในทุก ๆ 15 วินาที จากผลงานการวิจัยของ ศ. ดร.โจเซฟ บี คันส์ แห่งภาควิชาอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา และผลงานการวิจัยอื่น ๆ ในปี 2013 ชี้ให้เห็นถึงแผนการของคนร้ายที่เราอาจจะหลงลืมไปเลยว่าบางการกระทำของเรา นั่นแหละที่เอื้อประโยชน์ให้โจรเข้ามาขโมยของในบ้าน

 1. แค่การทิ้งขยะไว้หน้าบ้านก็สร้างโจทย์ให้โจรวิเคราะห์ได้

          ไม่น่าเชื่อว่าแค่การทิ้งขยะธรรมดา ๆ โจรก็สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ในบ้านได้แล้ว เช่น ถ้าเรานำขยะออกมาทิ้งไว้หน้าบ้านในวันพฤหัสบดี เพื่อตั้งไว้รอให้รถขยะมาเก็บในวันจันทร์ โจรจะรู้เลยทันทีว่าในช่วงศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ จะไม่มีใครอยู่บ้านเลย เมื่อบ้านปลอดคนขนาดนี้ก็ได้เวลาโจรเข้ามายกเค้า อีกหนึ่งกรณีที่โจรสามารถตีความหมายจากการทิ้งขยะได้นั่นก็คือ หากเรานำกล่องทีวีจอใหญ่ ๆ หรือกล่องสินค้าที่มีราคาสูงไปทิ้งไว้หน้าบ้าน โจรก็รู้ว่าในบ้านหลังนี้มีทรัพย์สินที่มีค่ารอให้เข้าไปยกเค้าอยู่

2. แต่งสวนด้วยพุ่มไม้สูง เปิดช่องให้โจรย่องเข้าบ้าน

          หารู้ไม่ว่าการแต่งบ้านแนวรักธรรมชาติด้วยพุ่มไม้สูง อาจจะทำให้เราต้องตกเป็นเหยื่อโดนยกเค้าได้เลยนะ เพราะพุ่มไม้สูง ๆ นี่แหละจะกลับกลายเป็นโล่กำบังไม่ให้คนอื่นสามารถสังเกตเห็นพฤติกรรมการงัด แงะหรือคนร้ายอาจจะใช้ในการพรางตัวก็เป็นได้ ถ้าคิดที่จะแต่งสวนด้วยพุ่มไม้สูงควรเลือกไม้ชนิดที่มีหนามแหลมเพราะจะช่วย ป้องกันไม่ให้คนร้ายอาจหาญผ่านหนามเข้ามายังบ้านเรา

3. หน้าต่างในโรงรถที่กลายเป็นโอกาสให้โจรเก็บข้อมูล

          หากบ้านไหนมีโรงรถที่เชื่อมต่อกับตัวบ้านต้องระวังให้ดี ยิ่งถ้าโรงรถมีการติดตั้งหน้าต่างมากเกินความจำเป็นแล้วด้วยนั้น ยิ่งกลายเป็นช่องว่างให้คนร้ายได้แอบมองและเก็บข้อมูลการใช้ชีวิตในบ้านของ คุณเอง และใช้ช่องหน้าต่างในโรงรถแอบหลบเข้ามาในบ้านเรา

4. เป็นทาสเหมียวแล้วเลี้ยงแมวก็เสี่ยง

          ไม่ผิดอะไรหรอกหากคุณจะรับน้องแมวเหมียวที่น่ารักมาเลี้ยงไว้ที่บ้านสักตัว แต่วิธีการเลี้ยงแมวบางวิธีนั่นแหละที่อาจจะผิด เพราะโจรจะสังเกตจากรอยขีดข่วนของน้องแมวบนรถ และพวกมันจะรู้ดีว่าหากคุณเลี้ยงแมวจริงคุณจะแง้มหน้าต่างบ้านไว้เพียงนิด หน่อยเพื่อให้เป็นทางเดินของเหมียว โจรก็จะพุ่งเป้าหมายการยกเค้าเป็นบ้านคุณทันที เพราะมีแต่แมวไม่มีน้องหมาที่คอยเห่าเสียงดังให้คนในบ้านรู้ตัว

5. ติดชื่อเจ้าของบ้านไว้ที่กล่องรับจดหมายก็ง่ายต่อการโทรเช็ก

          เข้าใจดีค่ะว่าคุณอยากให้บุรุษไปรษณีย์ส่งจดหมายได้ถูกบ้าน แต่นั่นก็เป็นช่องว่างให้โจรเอาชื่อของคุณไปเสิร์ชหาเบอร์โทรได้อย่างง่าย ดาย เพราะพวกมันจะโทรเข้ามาเช็กสถานการณ์และความเป็นอยู่ประจำวันในบ้านคุณ ดังนั้นหากมีสายแปลก ๆ โทรมาถามข้อมูลในเชิงหลอกล่อให้เราตั้งสติและไม่เผลอบอกข้อมูลส่วนตัวออกไป เด็ดขาด

6. เลือกซื้อบ้านที่อยู่ข้างที่พักอาศัยแบบเช่า

          นี่แหละคือช่องโหว่ที่ใหญ่ที่สุดที่เราอาจจะมองข้ามไป ผู้เช่าแปลกหน้าที่เรารู้จักมาก่อนนั้นเราไม่สามารถล่วงรู้ถึงลักษณะนิสัย ที่แท้จริงของพวกเขาเลย มิหนำซ้ำพวกโจรอาจจะแอบสังเกตพฤติกรรมความเป็นอยู่ของเราอย่างใกล้ชิดจาก ห้องเช่าเพื่อเตรียมการยกเค้าก็เป็นได้ หากคุณสังเกตเห็นความผิดปกติที่อาจส่อไปในทางที่ไม่ดีให้รีบโทรแจ้งตำรวจไว้ ก่อนค่ะ

7. จ้างคนทำความสะอาดในคราบนกต่อล่อโจร

          แน่นอนอยู่แล้วว่าการปล่อยให้คนแปลกหน้าเข้าบ้านเราก็ต้องระแวงเป็นพิเศษ อยู่แล้ว ไม่เว้นแม้แต่ลูกจ้างที่มาทำความสะอาดในบ้าน เพราะเขาอาจจะผันตัวเป็นนกต่อแอบเปิดประตูทิ้งไว้ และให้ข้อมูลภายในกับโจรเข้ามาปล้นบ้านได้ ถ้าจำเป็นที่จะต้องจ้างคนมาทำความสะอาดควรจะหาคนที่ไว้ใจได้มาช่วยสังเกต การณ์ตั้งแต่เริ่มไปยันเสร็จสิ้น

8. เปิดไฟในบ้านทิ้งไว้ทั้งคืน

          หลายคนคิดว่าการเปิดไฟทิ้งไว้ในบ้านยามค่ำคืนช่วยป้องกันอันตรายจากคนร้าย แต่ในความเป็นจริงแล้วโจรจะมาเดินสังเกตการณ์แอบมองสถานการณ์ภายในบ้านของ คุณเพื่อวางแผนแอบย่องเข้ามายกเค้า ดังนั้นให้เปลี่ยนไปเป็นการเปิดไฟนอกบ้านแทน โดยเฉพาะไฟที่สามารถเปิดเองได้อัตโนมัติเมื่อฟ้ามืดลงจะดีกว่า

          ถ้าบ้านของคุณมีสัญญาณเหล่านี้ปรากฏอยู่ละก็ไม่ต้องตกใจไป ให้รีบตรวจเช็กแล้วหาทางแก้ไขโดยด่วน ก่อนที่จะเอาน้ำตาไปเช็ดหัวเข่าให้ช้ำใจเล่น เพราะโดนเจ้าหัวขโมยยกเค้าจนหมดบ้าน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก countryliving และ goodhousekeeping
http://home.kapook.com/view128810.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/796644621564837829/